โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งและมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในเด็กอายุ 5-10 ปี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันจำหน่าย
สาเหตุ
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย (Aedes aegyti) ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสเดงกี่จะเพิ่มจำนวนในตัว ยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ฯลฯ
[แก้] อาการ
[แก้] ระยะ ไข้สูง
มีอาการไข้ขึ้นสูง 2-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียนออกมามีสีน้ำตาลปนอยู่ ปวดศีรษะไข้ขึ้นสูง 38-40 °c ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ วันที่ 2-3 ผู้ป่วยมักซึมลงหน้าแดง ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง 60-90% ตรวจพบตับโต การตรวจ Tourigust test ให้ผลบวก
[แก้] ระยะ วิกฤติ (ระยะช็อคและเลือดออก)
ไข้ลด (ประมาณวันที่ 3-6 ของโรค) อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อค เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตตก อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนและได้รับการรักษาทันและถูกต้องระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชัวโมง แล้วเข้าสู่ระยะฟื้นตัวของร่างกาย
[แก้] ระยะ ฟื้น
อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันโลหิตและชีพจรกลับเป็นปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขา ปลายเท้า ปลายมือ
[แก้] การวิ นิจฉัย
ส่วนใหญ่มักวินิจฉัยจากอาการ อาการที่เป็นรูปแบบเฉพาะคือการมีไข้สูงโดยไม่ ปรากฏตำแหน่งที่ทำให้เกิดไข้ชัดเจน มีผื่นขึ้น มีเกล็ดเลือดต่ำ และเม็ดเลือดขาวต่ำ ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อแยกจากโรคตับระยะสุดท้ายเนื่อง จากมีลักษณะคล้ายกัน
นิยามของโรคไข้เลือดออกโดยองค์การอนามัยโลกนั้นใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 โดยต้องมีลักษณะครบทั้ง 4 ประการ
1. มีไข้ มีปัญหาทางกระเพาะปัสสาวะ ปวดศีรษะเรื้อรัง มึนงงอย่างมาก และเบื่ออาหาร
2. มีแนวโน้มจะมีเลือดออก (ทูนิเกต์เทสท์ให้ผล บวก มีจ้ำขึ้นเอง มีเลือดออกทางเยื่อบุ เหงือก แผลเจาะ ฯลฯ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือด)
3. เกล็ดเลือดต่ำ (น้อยกว่า 100,000 ตัวต่อหนึ่งไมโครลิตร หรือประมาณน้อยกว่า 3 ตัว ต่อหนึ่งมุมมองกล้องกำลังขยายสูง)
4. ปรากฏหลักฐานของการเสียพลาสมาจากหลอดเลือด (ความเข้มข้น เม็ดเลือดแดงสูงกว่าที่ประมาณไว้มากกว่าร้อยละ 20 หรือลดลงเกินกว่าร้อยละ 20 ปรากฏมีของเหลว ในเยื่อหุ้มปอด มีของเหลวในช่องท้อง หรือมีโปรตีนต่ำในกระแสเลือด)
5. มีภาวะสมองอักเสบ
กลุ่มอาการไข้เลือดออกระยะช็อค นิยามโดยลักษณะของไข้เลือดออกข้างต้น เพิ่มอีก 3 ข้อ
* ชีพจรเบา เร็ว
* ผลต่างความดันแคบ (น้อยกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท)
* ผิวหนังเย็น ชื้น และดูไม่สบายตัว
การตรวจทางน้ำเหลืองและ การใช้ PCR สามารถใช้ยืนยันการวินิจฉัยได้หากมีลักษณะอาการที่
[แก้] การ รักษา
* ผู้ป่วยที่ไม่อาเจียนให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่มาก ๆ วิธีสังเกตว่าดื่มน้ำพอหรือไม่ ให้ดูปัสสาวะ ควรมีสีใส
* ควรพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ตามนัด เพื่อเฝ้าดูอาการที่อาจเป็นอันตรายอย่างใกล้ชิด
* ถ้าอาเจียนมาก ซึม เพลียมาก มีอาการของช็อคและมีอาการเลือดออก ควรรับการรักษาในโรงพยาบาลและดูแลใกล้ชิด เพื่อรักษาได้ทันท่วงที หรือหากมีอาการแทรกซ้อนอื่น เช่น ตับอักเสบรุนแรง ตับวาย สมองอักเสบ ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล
* ให้ยาแก้ไข้พาราเซตามอล แต่ห้ามใช้แอสไพรินเพราะจะทำให้ระคายกระเพาะ มีโอกาสมีเลือดออกทางกระเพาะง่าย และทำให้การทำงานหาเกล็ดเลือดผิดปกติ
* วัคซีนยังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น ยังไม่มีจำหน่ายให้ใช้
[แก้] วิธี ป้องกัน
1. พยายามไม่ให้ยุงกัด
2. ปราบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง
3. ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้
4. รายงานคนไข้ไปที่โรงพยาบาลหรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการกำจัดยุงบริเวณนั้นและควบคุมโรคก่อนที่จะมีการ ระบาดเพิ่ม
วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553
ยุงก้นปล่อง

ยุง เป็นแมลงที่พบได้ทั่วโลกแต่พบมากในเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากหลักฐานทางฟอสซิลสามารถสันนิษฐานได้ว่า ยุงมีในโลกตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์เมื่อประมาณ 38-54 ล้านปีมาแล้ว โดยปกติตัวเมียมักจะกินเลือดเป็นอาหาร ส่วนตัวผู้มักจะกินน้ำหวานในดอกไม้ นอกจากนี้ยังเป็นแมลงที่เป็นพาหะแพร่เชื้อโรคอีกด้วย เช่น ไข้เลือดออก ยุงตัวเมียจะมีอายุประมาณ 1-3 สัปดาห์ ขึ้นกับชนิดและสภาพแวดล้อม ส่วนตัวผู้จะมีอายุประมาณ 4-5 วัน จะตายหลังจากผสมพันธุ์เสร็จ ยุงทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 3,450 ชนิด พบในประเทศไทย ประมาณ 412 ชนิด แต่ที่คุ้นเคยกันดีคือ ยุงก้นปล่อง (Anopheles) และยุงลาย (Aedes)
ลักษณะ โดยทั่วไป
ยุงเป็นแมลงที่มีขนาดเล็กโดยทั่วไปมีขนาดลำตัวยาว 4-6 มิลลิเมตร บางชนิดมีขนาดเล็กมาก 2-3 มิลลิเมตร และบางชนิดอาจยาวมากกว่า 10 มิลลิเมตร
ยุงมีส่วนหัว อก และท้อง มองเห็นได้อย่างชัดเจนและสามารถแยกออกจากแมลงชนิดอื่นได้อย่างง่ายๆ โดยสังเกตจากรูปพรรณสัณฐาน ดังต่อไปนี้คือ มีปากคล้ายงวง ยื่นยาวออกไปข้างหน้า และมีปีกสำหรับบิน 1 คู่
[แก้] วงจร ชีวิตของยุง
ยุงมีวงจรชีวิตแบบสมบูรณ์ (holometabolous) ซึ่งประกอบด้วย ไข่ ลูก น้ำ ตัวโม่ง และยุงตัวแก่
การเกิดของยุงจะแบ่งเป็น 4 ขั้น
1. ช่วงเป็นไข่ ซึ่งยุงจะไข่ในน้ำ
2. ช่วงเป็นลูกน้ำตัวยาว (Larva) จะกินสารอินทรีย์ แบคทีเรีย แพลงตอนในน้ำเป็นอาหาร
3. ช่วงเป็นลูกน้ำตัวกลม หรือลูกโม่ง (Pupa) คือตัวอ่อนของยุงที่พร้อมจะเป็นยุงแล้ว จะไม่กินอาหาร
4. ช่วงที่เป็นยุง (ตัวแมลง)
ยุงเมื่อลอกคราบออกจากระยะตัวโม่งได้ไม่กี่นาทีก็สามารถออกบินได้เลย อาหารที่ใช้ในระยะนี้ของทั้งตัวผู้และตัวเมียเป็นน้ำหวานจากดอกไม้หรือต้นไม้ การผสมพันธุ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอากาศ บางชนิดการผสมพันธุ์เกิดขึ้นในขณะที่ยุงตัวผู้มีการบินวนเป็นกลุ่ม (swarming) โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำและใกล้รุ่ง ตามพุ่มไม้ บนศีรษะ ทุ่งโล่ง หรือบริเวณใกล้กับเหยื่อ เป็นต้น และตัวเมียจะบินเข้าไปเพื่อผสมพันธุ์ ยุงตัวเมียส่วนใหญ่ผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวโดยที่เชื้ออสุจิจากตัวผู้จะถูก กักเก็บในถุงเก็บน้ำเชื้อ ซึ่งสามารถใช้ไปได้ตลอดชีวิตของมัน ส่วนยุงตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง ยุงตัวเมียที่จับได้ตามธรรมชาติมักมีเชื้ออสุจิอยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อเสมอ
ยุงตัวเมียเมื่อมีอายุได้ 2-3 วันจึงเริ่มออกหากินเลือดคนหรือสัตว์ เพื่อนำเอาโปรตีนและแร่ธาตุไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่ แต่มียุงบางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องกินเลือดก็สามารถสร้างไข่ในรังไข่ได้ เช่น ยุงยักษ์ เลือดที่กินเข้าไปถูกย่อยหมดไปในเวลา 2-4 วัน แต่ถ้าอากาศเย็นลงการย่อยจะใช้เวลานานออกไป
เมื่อไข่สุกเต็มที่ยุงตัวเมียจะหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมในการวางไข่ หลังจากวางไข่แล้วยุงตัวเมียก็ออกดูดเลือดใหม่และวางไข่ได้อีก บางชนิดที่มีอายุยืนมากอาจไข่ได้ร่วม 10 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 4-5 วัน แต่อาจเร็วกว่าหรือนานกว่า ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและชนิดของยุง ส่วนยุงตัวผู้ตลอดอายุขัยจะกินอาหารจากแหล่งน้ำหวานของดอกไม้หรือพืชที่ผลิต น้ำตาลในธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับยุงบางชนิดที่ตัวเมียไม่กัดดูดเลือดคนหรือสัตว์เลย
ยุงตัวเมียวางไข่ประมาณ 30-300 ฟองต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของยุงและปริมาณเลือดที่กินเข้าไป ไข่จะมีสีขาวหรือครีมเมื่อออกมาใหม่ ๆ และในเวลาไม่กี่นาทีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำไปจนถึงสีดำ ไข่ยุงมีรูปร่างลักษณะหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิด ยุงลายวางไข่บนวัตถุชื้น ๆ เหนือผิวน้ำ ยุงรำคาญวางไข่ติดกันเป็นแพบนผิวน้ำ ยุงก้นปล่องวางไข่บนผิวน้ำ ส่วนยุงเสือวางไข่ติดกันเป็นกลุ่มใต้ผิวน้ำติดกับพืชน้ำที่ลอยอยู่ ไข่ยุงส่วนใหญ่ทนต่อความแห้งแล้งไม่ได้ยกเว้นไข่ของยุงลายซึ่งสามารถทนทาน ต่อความแห้งแล้งได้นานหลายเดือน ในเขตร้อนชื้นไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 2-3 วัน
ลูกน้ำของยุงเป็นระยะที่มีความแตกต่างจากตัวอ่อนของแมลงชนิดอื่น มีลักษณะส่วนอกกว้างใหญ่กว่าส่วนหัวและส่วนท้อง เมื่อออกมาจากไข่ใหม่ ๆ จะมีขนาดเล็กมากและค่อยๆ โตขึ้น มีการลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนที่จะเป็นตัวโม่ง ลูกน้ำต้องอาศัยอยู่ในน้ำตลอดระยะที่ดำรงชีวิต มีบางชนิดที่ปรับสภาพพัฒนาตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น สามารถอยู่ได้ในสภาพที่เป็นโคลนเปียก หรือในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำหรือสูง ลูกน้ำของยุงชนิดต่าง ๆ หายใจจากผิวน้ำโดยผ่านท่อหายใจ (ยุงลายและยุงรำคาญ) หรือรูหายใจ (ยุงก้นปล่อง) แต่ลูกน้ำของยุงเสือมีท่อหายใจที่ สามารถสอดหรือแทงเข้าไปในบริเวณรากของพืชน้ำ โดยเฉพาะพวกจอกและผักตบชวา เพื่อใช้ออกซิเจนจากโพรงอากาศที่อยู่ที่รากหรือลำต้นของพืชน้ำ ลูกน้ำยุงกินอาหารจำพวก แบคทีเรีย โปรโตซัว ยีสต์ สาหร่าย และพืชน้ำที่มีขนาดเล็ก ลูกน้ำยุงก้นปล่องส่วนใหญ่หากินบริเวณผิวน้ำ บางชนิดอาจดำลงไปกินอาหารใต้ผิวน้ำด้วย ในขณะที่ลูกน้ำยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงเสือหากินใต้ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงยักษ์กินลูกน้ำชนิดอื่นหรือพวกเดียวกันเองเป็นอาหาร ในเขตภูมิประเทศร้อนชื้นลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงกลายเป็นตัวโม่ง
ระยะตัวโม่ง (pupa) มีรูปร่างคล้ายเครื่องหมายจุลภาค ( , ) อาศัยอยู่ในน้ำ ตัวโม่งเป็นระยะพักตัวจะไม่กินอาหาร รับเอาอากาศในการหายใจแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกรบกวนจะดำน้ำลงสู่ข้างล่างใต้น้ำอย่างรวดเร็วและอยู่ใต้น้ำได้นาน หลายนาที ตัวโม่งของยุงลายเสือแตกต่างกับชนิดอื่นโดยมีท่อหายใจแหลมสามารถแทงเข้าราก หรือลำต้นพืชน้ำเพื่อหายใจเหมือนกับระยะลูกน้ำ ในภูมิประเทศเขตร้อนตัวโม่งจะใช้เวลา 2-4 วัน ยุงตัวเต็มวัยลอกคราบออกมาไม่กี่นาทีก็สามารถบินได้ ยุงตัวเมียบางชนิดชอบกัดกินเลือดคน (philic) บางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ (zoophilic) บางชนิดกัดดูดเลือดโดยไม่เลือก ยุงสามารถเสาะพบเหยื่อได้โดยอาศัยปัจจัยหลายประการ เช่น กลิ่นตัว คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ( ที่ออกมาจากลมหายใจ ) หรืออุณหภูมิของร่างกาย
โรคมาเลเรีย
มาลาเรีย (อังกฤษ: Malaria) ไข้ป่า ไข้จับสั่น ไข้ป้าง ไข้ร้อนเย็นหรือไข้ดอกสัก คำว่า malaria มาจากภาษาอิตาเลี่ยน mal+aria แปลว่า "อากาศไม่ดี" เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียม หรือ พลาสโมเดีย เป็นโรคที่ทำให้คนที่เป็นมีอาการจับไข้ หนาวสั่น
ประวัติ
ตามหลักฐานการบันทึกได้มีการรายงานว่า การติดเชื้อโรคมาลาเรียในประชากรมนุษย์นั้น มีมานานกว่า 50,000 ปีแล้ว และเชื้อดังกล่าวอาจเป็นเชื้อก่อโรคในมนุษย์ที่มีการกำเนิดมาพร้อมกับการมี มนุษย์บนโลกก็เป็นได้[1] พบว่าเชื้อที่มีความใกล้เคียงกับมาลาเรียสามารถเป็นปรสิตในลิงชิมแปนซีซึ่งมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มาก[2] ในช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การติดเชื้อมาลาเรียได้มีการถูกบันทึกไว้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ในประเทศจีนเมื่อ 2700 ปีก่อนคริสตกาล[3] คำว่ามาลาเรียมีที่มาจากภาษาอิตาลีโบราณคำว่า mala aria ซึ่งแปลว่า อากาศที่ไม่ดี
การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ก่อเกิดความก้าวหน้าที่มีสำคัญต่อองค์ความ รู้เรื่องโรคมาลาเรียในปี พ.ศ. 2423 เมื่อแพทย์ทหารชาวฝรั่งเศสที่ทำงานในประเทศอัลจีเรียชื่อ Charles Louis Alphonse Laveran ได้สังเกตเห็นปรสิตในเม็ดเลือดแดงของคนที่ป่วยด้วยโรคมาลาเรีย จึงเสนอแนวคิดว่าสาเหตุก่อโรคมาลาเรียคือเชื้อโปรโตซัว ซึ่งการตั้งสมมุติฐานนี้เป็นครั้งแรกที่มีการระบุว่าเชื้อโปรโตซัวเป็น สาเหตุของโรค[4] จากการค้นพบครั้งนี้และงานอื่นๆ ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ในปี พ.ศ. 2450 เชื้อโปรโตซัวนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Plasmodium (พลาสโมเดียม) โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Ettore Marchiafava และ Angelo Celli[5] ในปีต่อมา แพทย์ชาวคิวบาชื่อ Carlos Finley ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยโรคไข้เหลืองในฮาวานาได้เสนอว่ามาลาเรียสามารถติดต่อได้โดยมียุงเป็นพาหะ อย่างไรก็ดี แพทย์ชาวอังกฤษชื่อ Sir Ronald Ross ที่ทำงานอยู่ในประเทศอินเดียได้พิสูจน์ในปี พ.ศ. 2441 ว่าเชื้อมาลาเรียติดต่อผ่านทางยุงได้จริง เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่ายุงชนิดหนึ่งได้นำเชื้อโรคนี้ติดต่อไปยังนก และสามารถสกัดปรสิตมาลาเรียจากต่อมน้ำลายของยุงที่ไปกัดนกที่ติดเชื้อตัว นั้นได้[6] จากการวิจัยนี้ทำให้ Ross ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี พ.ศ. 2445 หลังจากลาออกจากการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในประเทศอินเดีย Ross ได้เข้าทำงานใน Liverpool School of Tropical Medicine ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ และมีส่วนร่วมในการควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศอียิปต์ ปานามา กรีซ และ มอริเชียส[7] การค้นพบของ Finlay และ Ross ได้รับการยืนยันในเวลาต่อมาโดย medical board นำโดย Walter Reed ในปี พ.ศ. 2443 และได้รับการนำไปใช้ William C. Gorgas ในหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างการก่อสร้างคลองปานามา การปฏิบัติงานทางสาธารณสุขนี้ได้ช่วยชีวิตคนงานนับพันและได้เริ่มสร้างวิธี การในการต่อสู้กับโรคมาลาเรียในปัจจุบัน
พยาธิ กำเนิด
โรคมาลาเรียในมนุษย์มีสองระยะ ระยะหนึ่งอยู่ภายนอกเม็ดเลือดแดง (exoerythrocytic phase) คืออยู่ในเซลล์ตับ อีกระยะหนึ่งอยู่ภายในเม็ดเลือดแดง (erythrocytic phase) เมื่อยุงที่ติดเชื้อมาลาเรียไปดูดเลือดจากมนุษย์ สปอโรซอยต์ (sporozoite) ในน้ำลายของยุงตัวนั้นจะเข้าไปสู่กระแสเลือดของมนุษย์ เมื่อสปอโรซอยต์เข้าสู่กระแสเลือดแล้วเชื้อจะไปเดินทางไปถึงตับ และจะเข้าสู่เซลล์ตับภายใน 30 นาทีหลังจากยุงกัด หลังจากนั้นเชื้อจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอยู่ประมาณ 6-15 วัน โดยไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติใดๆต่อผู้ได้รับเชื้อ เชื้อในตับจะเพิ่มจำนวนขึ้นได้นับพันหรือหมื่นตัวต่อหนึ่งเซลล์ตับ แต่ละตัวเรียกว่า เมอโรซอยต์ (merozoite) กระบวนการนี้เรียกว่า merogony หรือ schizogony เมื่อเจริญมากถึงระดับหนึ่ง เซลล์ตับจะแตกออก และเมอโรซอยต์จำนวนมากจะเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เป็นการเริ่ม erythrocytic phase เชื้อนี้ออกจากตับโดยเอาเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ ตับคลุมตัวเองไว้ ภูมิคุ้มกันไม่สามารถตรวจจับได้
เมื่อเข้าสู่ระยะในเม็ดเลือดแดงแล้ว เชื้อจะเพิ่มจำนวนแบบไม่อาศัยเพศอีกครั้ง เมื่อได้จำนวนมากถึงระดับหนึ่งก็จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกออก และเชื้อจำนวนมากก็จะถูกแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปสู่เม็ดเลือดแดงใหม่ต่อไป ในแต่ละครั้งที่เม็ดเลือดแดงแตกออกและมีเชื้อจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีไข้เป็นระยะๆ ซึ่งช่วงของการเกิดไข้จะเป็นไปแล้วแต่ชนิดของเชื้อ การมีไข้จับเป็นระยะๆ นี้เอง ที่เรียกว่า "จับไข้"
เชื้อพลาสโมเดียมบางชนิด เช่น P. vivax และ P. ovale เมื่อเข้าสู่เซลล์ตับแล้วอาจจะไม่พัฒนาเป็นเมอโรซอยต์ในทันที แต่จะเข้าสู่ระยะพักที่เรียกว่า hypnozoite แทน เชื้ออาจอยู่ในระยะนี้ได้นานถึง 6-12 เดือน ไปจนถึง 3 ปี หลังจากนี้แล้ว เชื้อจึงจะเจริญต่อไป ทำให้ได้เมอโรซอยต์จำนวนมากไปสู่กระแสเลือดตามปกติ การมีระยะ hypnozoite นี้เอง ที่ทำให้โรคมาลาเรียที่เกิดจากเชื้อดังกล่าวมีระยะฟักตัวนาน และอาจมีการเป็นโรคซ้ำได้อีกหลังจากเป็นแล้ว[9]
ปรสิตนี้แทบไม่ถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกาย เพราะวงจรชีวิตของเชื้อนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเซลล์ คือเซลล์ตับและเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้ไม่ถูกตรวจจับโดยภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ดี เซลล์เม็ดเลือดที่ติดเชื้อจะถูกกรองและทำลายทิ้งที่ม้าม ซึ่งเป็นการทำลายเชื้อได้ทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี เชื้อ P. falciparum มีวิธีหลบหลีกจากกระบวนการการของร่างกายดังกล่าวโดยปรสิตจะมีการสร้างโปรตีนยึดเกาะบนผิว เซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อไปติดอยู่กับหลอดเลือดขนาดเล็ก ซึ่งทำให้เม็ดเลือดติดเชื้อนั้นไม่ถูกกำจัดที่ม้าม และเชื้อปรสิตสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้[10] การที่เม็ดเลือดแดงไปติดอยู่กับหลอดเลือดนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการ แทรกซ้อนเป็นเลือดออกของมาลาเรีย และยังอาจทำให้เส้นเลือดอุดตันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมาลาเรียขึ้นสมอง (cerebral malaria)
แม้ว่าโปรตีนยึดเกาะนี้ (PfEMP1 ย่อมาจาก Plasmodium falciparum erythrocyte membrane protein 1) จะถูกนำไปแทรกไว้ที่ผิวเม็ดเลือดแดงก็ตาม โปรตีนนี้ไม่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดีนัก เนื่องจากโปรตีนนี้มีความหลากหลายมาก ลักษณะนี้อาจเปรียบเทียบได้กับคนร้ายปลอมตัวที่เมื่อถูกจับได้ครั้งหนึ่งก็ เปลี่ยนหน้ากากเป็นอีกแบบหนึ่ง จึงทำให้ไม่ถูกตรวจจับได้โดยง่าย
เมอโรซอยต์บางตัวจะกลายเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย (gametocyte) หากยุงมากัดคนที่ติดเชื้อและดูดเอาเลือดที่มีเม็ดเลือดที่ติดเชื้อมาลาเรีย ในระยะ gametocyte นี้ไป เซลล์เพศผู้และเพศเมียจะผสมพันธุ์กันในทางเดินอาหารของยุง (เนื่องจากการที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในยุงนี้เอง จึงทำให้ถือว่ายุงเป็น definitive host ของเชื้อมาลาเรีย) เมื่อผสมพันธุ์กันแล้วจะทำให้ได้สปอโรซอยต์ใหม่เดินทางไปอยู่ในต่อมน้ำลาย ของยุง และเมื่อยุงไปกัดคนอื่นต่อไป ก็จะนำเชื้อมาลาเรียระยะสปอโรซอยต์ไปติดคนใหม่
[แก้] อาการ
หลังจากได้รับเชื้อมาลาเรียประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการนำคล้ายกับเป็นหวัด คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารได้ ลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่า ไข้จับสั่น คือ มีอาการหนาวสั่น ไข้สูง และตามด้วยเหงื่อออก
อาการไข้ซึ่งเป็นอาการที่เด่นชัดของมาลาเรีย ประกอบด้วย 3 ระยะคือ
1. ระยะสั่น ผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่น ปากและตัวสั่น ซีด ผิวหนังแห้งหยาบ อาจจะเกิดขึ้นนานประมาณ 15 – 60 นาที ระยะนี้ตรงกับการแตกของเม็ดเลือดแดง
2. ระยะร้อน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หน้าแดง ระยะนี้ใช้เวลา 2 – 6 ชั่วโมง
3. ระยะเหงื่อออก ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกจนชุ่มที่นอน หลังจากระยะเหงื่อออก จะมีอาการอ่อนเพลีย ไข้ลด
ประวัติ
ตามหลักฐานการบันทึกได้มีการรายงานว่า การติดเชื้อโรคมาลาเรียในประชากรมนุษย์นั้น มีมานานกว่า 50,000 ปีแล้ว และเชื้อดังกล่าวอาจเป็นเชื้อก่อโรคในมนุษย์ที่มีการกำเนิดมาพร้อมกับการมี มนุษย์บนโลกก็เป็นได้[1] พบว่าเชื้อที่มีความใกล้เคียงกับมาลาเรียสามารถเป็นปรสิตในลิงชิมแปนซีซึ่งมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มาก[2] ในช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การติดเชื้อมาลาเรียได้มีการถูกบันทึกไว้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ในประเทศจีนเมื่อ 2700 ปีก่อนคริสตกาล[3] คำว่ามาลาเรียมีที่มาจากภาษาอิตาลีโบราณคำว่า mala aria ซึ่งแปลว่า อากาศที่ไม่ดี
การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ก่อเกิดความก้าวหน้าที่มีสำคัญต่อองค์ความ รู้เรื่องโรคมาลาเรียในปี พ.ศ. 2423 เมื่อแพทย์ทหารชาวฝรั่งเศสที่ทำงานในประเทศอัลจีเรียชื่อ Charles Louis Alphonse Laveran ได้สังเกตเห็นปรสิตในเม็ดเลือดแดงของคนที่ป่วยด้วยโรคมาลาเรีย จึงเสนอแนวคิดว่าสาเหตุก่อโรคมาลาเรียคือเชื้อโปรโตซัว ซึ่งการตั้งสมมุติฐานนี้เป็นครั้งแรกที่มีการระบุว่าเชื้อโปรโตซัวเป็น สาเหตุของโรค[4] จากการค้นพบครั้งนี้และงานอื่นๆ ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ในปี พ.ศ. 2450 เชื้อโปรโตซัวนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Plasmodium (พลาสโมเดียม) โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Ettore Marchiafava และ Angelo Celli[5] ในปีต่อมา แพทย์ชาวคิวบาชื่อ Carlos Finley ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยโรคไข้เหลืองในฮาวานาได้เสนอว่ามาลาเรียสามารถติดต่อได้โดยมียุงเป็นพาหะ อย่างไรก็ดี แพทย์ชาวอังกฤษชื่อ Sir Ronald Ross ที่ทำงานอยู่ในประเทศอินเดียได้พิสูจน์ในปี พ.ศ. 2441 ว่าเชื้อมาลาเรียติดต่อผ่านทางยุงได้จริง เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่ายุงชนิดหนึ่งได้นำเชื้อโรคนี้ติดต่อไปยังนก และสามารถสกัดปรสิตมาลาเรียจากต่อมน้ำลายของยุงที่ไปกัดนกที่ติดเชื้อตัว นั้นได้[6] จากการวิจัยนี้ทำให้ Ross ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี พ.ศ. 2445 หลังจากลาออกจากการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในประเทศอินเดีย Ross ได้เข้าทำงานใน Liverpool School of Tropical Medicine ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ และมีส่วนร่วมในการควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศอียิปต์ ปานามา กรีซ และ มอริเชียส[7] การค้นพบของ Finlay และ Ross ได้รับการยืนยันในเวลาต่อมาโดย medical board นำโดย Walter Reed ในปี พ.ศ. 2443 และได้รับการนำไปใช้ William C. Gorgas ในหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างการก่อสร้างคลองปานามา การปฏิบัติงานทางสาธารณสุขนี้ได้ช่วยชีวิตคนงานนับพันและได้เริ่มสร้างวิธี การในการต่อสู้กับโรคมาลาเรียในปัจจุบัน
พยาธิ กำเนิด
โรคมาลาเรียในมนุษย์มีสองระยะ ระยะหนึ่งอยู่ภายนอกเม็ดเลือดแดง (exoerythrocytic phase) คืออยู่ในเซลล์ตับ อีกระยะหนึ่งอยู่ภายในเม็ดเลือดแดง (erythrocytic phase) เมื่อยุงที่ติดเชื้อมาลาเรียไปดูดเลือดจากมนุษย์ สปอโรซอยต์ (sporozoite) ในน้ำลายของยุงตัวนั้นจะเข้าไปสู่กระแสเลือดของมนุษย์ เมื่อสปอโรซอยต์เข้าสู่กระแสเลือดแล้วเชื้อจะไปเดินทางไปถึงตับ และจะเข้าสู่เซลล์ตับภายใน 30 นาทีหลังจากยุงกัด หลังจากนั้นเชื้อจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอยู่ประมาณ 6-15 วัน โดยไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติใดๆต่อผู้ได้รับเชื้อ เชื้อในตับจะเพิ่มจำนวนขึ้นได้นับพันหรือหมื่นตัวต่อหนึ่งเซลล์ตับ แต่ละตัวเรียกว่า เมอโรซอยต์ (merozoite) กระบวนการนี้เรียกว่า merogony หรือ schizogony เมื่อเจริญมากถึงระดับหนึ่ง เซลล์ตับจะแตกออก และเมอโรซอยต์จำนวนมากจะเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เป็นการเริ่ม erythrocytic phase เชื้อนี้ออกจากตับโดยเอาเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ ตับคลุมตัวเองไว้ ภูมิคุ้มกันไม่สามารถตรวจจับได้
เมื่อเข้าสู่ระยะในเม็ดเลือดแดงแล้ว เชื้อจะเพิ่มจำนวนแบบไม่อาศัยเพศอีกครั้ง เมื่อได้จำนวนมากถึงระดับหนึ่งก็จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกออก และเชื้อจำนวนมากก็จะถูกแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปสู่เม็ดเลือดแดงใหม่ต่อไป ในแต่ละครั้งที่เม็ดเลือดแดงแตกออกและมีเชื้อจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีไข้เป็นระยะๆ ซึ่งช่วงของการเกิดไข้จะเป็นไปแล้วแต่ชนิดของเชื้อ การมีไข้จับเป็นระยะๆ นี้เอง ที่เรียกว่า "จับไข้"
เชื้อพลาสโมเดียมบางชนิด เช่น P. vivax และ P. ovale เมื่อเข้าสู่เซลล์ตับแล้วอาจจะไม่พัฒนาเป็นเมอโรซอยต์ในทันที แต่จะเข้าสู่ระยะพักที่เรียกว่า hypnozoite แทน เชื้ออาจอยู่ในระยะนี้ได้นานถึง 6-12 เดือน ไปจนถึง 3 ปี หลังจากนี้แล้ว เชื้อจึงจะเจริญต่อไป ทำให้ได้เมอโรซอยต์จำนวนมากไปสู่กระแสเลือดตามปกติ การมีระยะ hypnozoite นี้เอง ที่ทำให้โรคมาลาเรียที่เกิดจากเชื้อดังกล่าวมีระยะฟักตัวนาน และอาจมีการเป็นโรคซ้ำได้อีกหลังจากเป็นแล้ว[9]
ปรสิตนี้แทบไม่ถูกกำจัดโดยระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกาย เพราะวงจรชีวิตของเชื้อนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเซลล์ คือเซลล์ตับและเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้ไม่ถูกตรวจจับโดยภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ดี เซลล์เม็ดเลือดที่ติดเชื้อจะถูกกรองและทำลายทิ้งที่ม้าม ซึ่งเป็นการทำลายเชื้อได้ทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี เชื้อ P. falciparum มีวิธีหลบหลีกจากกระบวนการการของร่างกายดังกล่าวโดยปรสิตจะมีการสร้างโปรตีนยึดเกาะบนผิว เซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อไปติดอยู่กับหลอดเลือดขนาดเล็ก ซึ่งทำให้เม็ดเลือดติดเชื้อนั้นไม่ถูกกำจัดที่ม้าม และเชื้อปรสิตสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้[10] การที่เม็ดเลือดแดงไปติดอยู่กับหลอดเลือดนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการ แทรกซ้อนเป็นเลือดออกของมาลาเรีย และยังอาจทำให้เส้นเลือดอุดตันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมาลาเรียขึ้นสมอง (cerebral malaria)
แม้ว่าโปรตีนยึดเกาะนี้ (PfEMP1 ย่อมาจาก Plasmodium falciparum erythrocyte membrane protein 1) จะถูกนำไปแทรกไว้ที่ผิวเม็ดเลือดแดงก็ตาม โปรตีนนี้ไม่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดีนัก เนื่องจากโปรตีนนี้มีความหลากหลายมาก ลักษณะนี้อาจเปรียบเทียบได้กับคนร้ายปลอมตัวที่เมื่อถูกจับได้ครั้งหนึ่งก็ เปลี่ยนหน้ากากเป็นอีกแบบหนึ่ง จึงทำให้ไม่ถูกตรวจจับได้โดยง่าย
เมอโรซอยต์บางตัวจะกลายเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมีย (gametocyte) หากยุงมากัดคนที่ติดเชื้อและดูดเอาเลือดที่มีเม็ดเลือดที่ติดเชื้อมาลาเรีย ในระยะ gametocyte นี้ไป เซลล์เพศผู้และเพศเมียจะผสมพันธุ์กันในทางเดินอาหารของยุง (เนื่องจากการที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในยุงนี้เอง จึงทำให้ถือว่ายุงเป็น definitive host ของเชื้อมาลาเรีย) เมื่อผสมพันธุ์กันแล้วจะทำให้ได้สปอโรซอยต์ใหม่เดินทางไปอยู่ในต่อมน้ำลาย ของยุง และเมื่อยุงไปกัดคนอื่นต่อไป ก็จะนำเชื้อมาลาเรียระยะสปอโรซอยต์ไปติดคนใหม่
[แก้] อาการ
หลังจากได้รับเชื้อมาลาเรียประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการนำคล้ายกับเป็นหวัด คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารได้ ลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่า ไข้จับสั่น คือ มีอาการหนาวสั่น ไข้สูง และตามด้วยเหงื่อออก
อาการไข้ซึ่งเป็นอาการที่เด่นชัดของมาลาเรีย ประกอบด้วย 3 ระยะคือ
1. ระยะสั่น ผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่น ปากและตัวสั่น ซีด ผิวหนังแห้งหยาบ อาจจะเกิดขึ้นนานประมาณ 15 – 60 นาที ระยะนี้ตรงกับการแตกของเม็ดเลือดแดง
2. ระยะร้อน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หน้าแดง ระยะนี้ใช้เวลา 2 – 6 ชั่วโมง
3. ระยะเหงื่อออก ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกจนชุ่มที่นอน หลังจากระยะเหงื่อออก จะมีอาการอ่อนเพลีย ไข้ลด
วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
ปิดเปลี่ยนปล่อยปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
{ ปิด-เปลี่ยน-ปล่อย-ปรับปรุง สิ่งแวดล้อม }
ในทุก ๆ ปีเมื่อย่างเข้าสู่หน้าฝนทีไรคนไทยต้องผจญกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ มหันตภัยจากโรคไข้เลือกออกที่ในแต่ละปีได้คร่าชีวิตคนไทยไปจำนวนไม่น้อย
ปัญหาเรื่องโรคไข้เลือดออกไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ทุกปีประเทศไทยจะต้องประสบปัญหาการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจาก สถิติผู้ป่วยในเขตอำเภอตะพานหินปี 2550 พบ 76 ราย ปี 2551 พบ 167 ราย ผู้ป่วยในเขตเทศบาลปี2550 พบ 20 ราย ปี 2551 พบ 49 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งพบอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และน่ากลัวเพิ่มมากขึ้นก็คือ ผู้ป่วยไม่ได้มีเฉพาะแค่เด็ก ๆ เท่านั้น??? ซึ่งจากสถิติข้อมูลที่พบปรากฏว่า ผู้ใหญ่ได้กลายเป็นเหยื่อของโรคไข้เลือดออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่จะเป็นในเฉพาะเด็ก เล็ก ๆ เท่านั้น
หากไม่มีการป้องกันที่ดีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน !??!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมของทุก ๆ ปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่ไข้เลือดออกจะระบาดสูงที่สุด
นายแพทย์กิตติโชติ ตั้งกิตติถาวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน กล่าวถึงสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของสถิติไข้เลือดออกในปีนี้ว่า เกิดจากหน้าฝนที่มาเร็วกว่าปกติและจากปรากฏการณ์ เอลนิโญ หรือภาวะโลกร้อน ส่งผลให้โรคไข้เลือดออกระบาด ได้ดีขึ้น เนื่องจากโรคไข้เลือดออกนั้นมีเชื้อไวรัสเด็งกี่ เป็นสาเหตุ และมียุงลายเป็นแมลงนำโรค ซึ่งเมื่อสภาวะอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นกว่าปกติช่วยทำให้การแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งการเจริญเติบโตของยุงลายก็ดียิ่งขึ้น จึง ทำให้มีเชื้อและยุงในชุมชนมากขึ้น โอกาสการแพร่เชื้อก็มีมากขึ้น ประกอบกับในภาวะภัยแล้งขาดแคลนน้ำ ประชาชนมักจะกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภค บริโภคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการเพิ่มแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายมากขึ้นอีกทางหนึ่ง
“ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่ายุงที่อยู่ตาม ท่อระบายน้ำเป็นยุงลาย รอให้เจ้าหน้าที่มาพ่นหมอกควันฆ่ายุง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเพราะยุงตามท่อระบายน้ำเป็นยุงรำคาญ ไม่ใช่ยุงลายที่เป็นสาเหตุโรคไข้เลือดออก ยุงลายจะอยู่ในบ้านชอบกัดคนเวลากลางวัน แต่ในกลางคืนก็อาจกัดได้ หากยังกินเลือดไม่อิ่ม ส่วนการเพาะพันธุ์จะอาศัยน้ำสะอาด ใส ที่ขังนิ่งตามภาชนะต่าง ๆ ในบริเวณบ้าน”
ในบางครั้งเราไม่สามารถป้องกันยุงลายไม่ให้กัดได้ วิธีการที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อโรคนี้ก็คือ การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพื่อไม่ให้มีที่วางไข่ขยายพันธุ์แล้วมากัดคนจนเป็นโรค ซึ่งการหมั่นคอยตรวจ สำรวจ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุก 7 วันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ทุกคนในบ้านและชุมชนลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นไข้เลือดออกได้
อย่างไรก็ตามการสกัดกั้นภัยร้ายจากยุงลายและการระบาดของโรคไข้เลือดออกนั้นจะต้องมาจากความร่วมมือของคนในชุมชนด้วยการป้องกันปัญหาจากต้นเหตุนั้นก็คือ การลดการเกิดและขยายพันธุ์ของยุงลาย
ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน ขอเชิญชวนร่วมรณรงค์ลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยให้ทุกคนในชุมชนร่วมกันปฏิบัติตามหลัก 4 ป. ซึ่งก็คือ
1.ปิด หากภายในบ้านมีโอ่ง ให้ปิดฝาโอ่งให้มิดชิด โอ่งที่ไม่ได้ใช้ ให้คว่ำไว้เพื่อป้องกันการเพาะพันธุ์ของยุงลาย
2.เปลี่ยน ต้องหมั่นเปลี่ยน น้ำในแจกันดอกไม้ หรือขาตู้กับข้าว ทุก ๆ สัปดาห์ ใส่เกลือแกง หรือน้ำส้มสายชูเพื่อป้องกันการวางไข่ของยุงลาย
3. ปล่อย หากเป็นไปได้ให้ปล่อยและเลี้ยงสัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่กินลูกน้ำยุงลายเป็นอาหาร อาทิ ปลาหางนกยูง ในโอ่งน้ำ บ่อน้ำ หรืออ่างบัว และ
4.ปรับปรุง ให้ทุกบ้านในชุมชนปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและบริเวณบ้านไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายไม่ว่าจะเป็นถังขยะ ขวดน้ำหรือแก้วน้ำพลาสติก กระถางต้นไม้ หรือภาชนะต่าง ๆ ที่อาจทำให้มีน้ำขังโดยเฉพาะในช่วงฝนตก
ทั้งนี้โดยปกติยุงลายจะกัดคนในเวลากลางวัน และเฉพาะยุงลายตัวเมียเท่านั้นที่จะดูดเลือดคนเพื่อนำโปรตีนในเลือดไปเลี้ยงไข่ ซึ่งยุงลายตัวเมีย 1 ตัวจะสามารถวางไข่ได้ถึง 100 ฟอง อย่างไรก็ตามการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ทำได้หลายวิธี เช่น กางมุงเวลานอนแม้จะเป็นตอนกลางวัน หรือติดมุงลวดในบ้าน หรืออาจนำพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาใช้ อาทิ ตะไคร้หอม กระเทียม ใบแมงลัก กะเพรา สะระแหน่ ใบและผลมะกรูด ฯลฯ
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเฝ้าระวังคนในครอบครัวและชุมชน ซึ่งหากพบผู้ป่วยที่สงสัยเป็นไข้เลือดออก จะต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วให้แพทย์ดูแลรักษาทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิต นอกจากนี้จะต้องรายงานทางสาธารณสุขเพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เพื่อควบคุมแหล่งแพร่เชื้อภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดในวงกว้าง
“ยุงตัวเล็ก ๆ” แต่หากเกิดการระบาดของโรค เรื่องเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ การร่วมมือช่วยกันป้องกัน โดยเริ่มจากบ้านของตนเองก่อน จะมีส่วนช่วยสกัดกั้นภัยร้ายจากยุงลายและโรคไข้เลือดออกได้ !?!.
ด้วยมาตรการ 4 ป. ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
“ยุงตัวเล็ก ๆ” แต่หากเกิดการระบาดของโรค เรื่องเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ การร่วมมือช่วยกันป้องกัน โดยเริ่มจากบ้านของตนเองก่อน จะมีส่วนช่วยสกัดกั้นภัยร้ายจากยุงลายและโรคไข้เลือดออกได้ ?
ด้วยมาตรการ 4 ป.
ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
ในทุก ๆ ปีเมื่อย่างเข้าสู่หน้าฝนทีไรคนไทยต้องผจญกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ มหันตภัยจากโรคไข้เลือกออกที่ในแต่ละปีได้คร่าชีวิตคนไทยไปจำนวนไม่น้อย
ปัญหาเรื่องโรคไข้เลือดออกไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ทุกปีประเทศไทยจะต้องประสบปัญหาการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจาก สถิติผู้ป่วยในเขตอำเภอตะพานหินปี 2550 พบ 76 ราย ปี 2551 พบ 167 ราย ผู้ป่วยในเขตเทศบาลปี2550 พบ 20 ราย ปี 2551 พบ 49 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งพบอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และน่ากลัวเพิ่มมากขึ้นก็คือ ผู้ป่วยไม่ได้มีเฉพาะแค่เด็ก ๆ เท่านั้น??? ซึ่งจากสถิติข้อมูลที่พบปรากฏว่า ผู้ใหญ่ได้กลายเป็นเหยื่อของโรคไข้เลือดออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่จะเป็นในเฉพาะเด็ก เล็ก ๆ เท่านั้น
หากไม่มีการป้องกันที่ดีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน !??!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมของทุก ๆ ปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่ไข้เลือดออกจะระบาดสูงที่สุด
นายแพทย์กิตติโชติ ตั้งกิตติถาวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน กล่าวถึงสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของสถิติไข้เลือดออกในปีนี้ว่า เกิดจากหน้าฝนที่มาเร็วกว่าปกติและจากปรากฏการณ์ เอลนิโญ หรือภาวะโลกร้อน ส่งผลให้โรคไข้เลือดออกระบาด ได้ดีขึ้น เนื่องจากโรคไข้เลือดออกนั้นมีเชื้อไวรัสเด็งกี่ เป็นสาเหตุ และมียุงลายเป็นแมลงนำโรค ซึ่งเมื่อสภาวะอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นกว่าปกติช่วยทำให้การแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งการเจริญเติบโตของยุงลายก็ดียิ่งขึ้น จึง ทำให้มีเชื้อและยุงในชุมชนมากขึ้น โอกาสการแพร่เชื้อก็มีมากขึ้น ประกอบกับในภาวะภัยแล้งขาดแคลนน้ำ ประชาชนมักจะกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภค บริโภคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการเพิ่มแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายมากขึ้นอีกทางหนึ่ง
“ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่ายุงที่อยู่ตาม ท่อระบายน้ำเป็นยุงลาย รอให้เจ้าหน้าที่มาพ่นหมอกควันฆ่ายุง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเพราะยุงตามท่อระบายน้ำเป็นยุงรำคาญ ไม่ใช่ยุงลายที่เป็นสาเหตุโรคไข้เลือดออก ยุงลายจะอยู่ในบ้านชอบกัดคนเวลากลางวัน แต่ในกลางคืนก็อาจกัดได้ หากยังกินเลือดไม่อิ่ม ส่วนการเพาะพันธุ์จะอาศัยน้ำสะอาด ใส ที่ขังนิ่งตามภาชนะต่าง ๆ ในบริเวณบ้าน”
ในบางครั้งเราไม่สามารถป้องกันยุงลายไม่ให้กัดได้ วิธีการที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อโรคนี้ก็คือ การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพื่อไม่ให้มีที่วางไข่ขยายพันธุ์แล้วมากัดคนจนเป็นโรค ซึ่งการหมั่นคอยตรวจ สำรวจ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุก 7 วันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ทุกคนในบ้านและชุมชนลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นไข้เลือดออกได้
อย่างไรก็ตามการสกัดกั้นภัยร้ายจากยุงลายและการระบาดของโรคไข้เลือดออกนั้นจะต้องมาจากความร่วมมือของคนในชุมชนด้วยการป้องกันปัญหาจากต้นเหตุนั้นก็คือ การลดการเกิดและขยายพันธุ์ของยุงลาย
ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน ขอเชิญชวนร่วมรณรงค์ลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยให้ทุกคนในชุมชนร่วมกันปฏิบัติตามหลัก 4 ป. ซึ่งก็คือ
1.ปิด หากภายในบ้านมีโอ่ง ให้ปิดฝาโอ่งให้มิดชิด โอ่งที่ไม่ได้ใช้ ให้คว่ำไว้เพื่อป้องกันการเพาะพันธุ์ของยุงลาย
2.เปลี่ยน ต้องหมั่นเปลี่ยน น้ำในแจกันดอกไม้ หรือขาตู้กับข้าว ทุก ๆ สัปดาห์ ใส่เกลือแกง หรือน้ำส้มสายชูเพื่อป้องกันการวางไข่ของยุงลาย
3. ปล่อย หากเป็นไปได้ให้ปล่อยและเลี้ยงสัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่กินลูกน้ำยุงลายเป็นอาหาร อาทิ ปลาหางนกยูง ในโอ่งน้ำ บ่อน้ำ หรืออ่างบัว และ
4.ปรับปรุง ให้ทุกบ้านในชุมชนปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและบริเวณบ้านไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายไม่ว่าจะเป็นถังขยะ ขวดน้ำหรือแก้วน้ำพลาสติก กระถางต้นไม้ หรือภาชนะต่าง ๆ ที่อาจทำให้มีน้ำขังโดยเฉพาะในช่วงฝนตก
ทั้งนี้โดยปกติยุงลายจะกัดคนในเวลากลางวัน และเฉพาะยุงลายตัวเมียเท่านั้นที่จะดูดเลือดคนเพื่อนำโปรตีนในเลือดไปเลี้ยงไข่ ซึ่งยุงลายตัวเมีย 1 ตัวจะสามารถวางไข่ได้ถึง 100 ฟอง อย่างไรก็ตามการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ทำได้หลายวิธี เช่น กางมุงเวลานอนแม้จะเป็นตอนกลางวัน หรือติดมุงลวดในบ้าน หรืออาจนำพืชสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้มาใช้ อาทิ ตะไคร้หอม กระเทียม ใบแมงลัก กะเพรา สะระแหน่ ใบและผลมะกรูด ฯลฯ
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเฝ้าระวังคนในครอบครัวและชุมชน ซึ่งหากพบผู้ป่วยที่สงสัยเป็นไข้เลือดออก จะต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วให้แพทย์ดูแลรักษาทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิต นอกจากนี้จะต้องรายงานทางสาธารณสุขเพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เพื่อควบคุมแหล่งแพร่เชื้อภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดในวงกว้าง
“ยุงตัวเล็ก ๆ” แต่หากเกิดการระบาดของโรค เรื่องเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ การร่วมมือช่วยกันป้องกัน โดยเริ่มจากบ้านของตนเองก่อน จะมีส่วนช่วยสกัดกั้นภัยร้ายจากยุงลายและโรคไข้เลือดออกได้ !?!.
ด้วยมาตรการ 4 ป. ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
“ยุงตัวเล็ก ๆ” แต่หากเกิดการระบาดของโรค เรื่องเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ การร่วมมือช่วยกันป้องกัน โดยเริ่มจากบ้านของตนเองก่อน จะมีส่วนช่วยสกัดกั้นภัยร้ายจากยุงลายและโรคไข้เลือดออกได้ ?
ด้วยมาตรการ 4 ป.
ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
แบบเสนอโครงการวิจัย ABCPUS
แบบเสนอโครงการวิจัย ABCPUS
ชื่อโครงการ
(ภาษาไทย) การศึกษาการแพร่กระจายของแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในเขตดุสิตโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
(ภาษาอังกฤษ) The distribution of Aedes aegypti larva in Dusit district by using geographic information system (GIS)
หัวหน้าโครงการวิจัย
ชื่อ-สกุล นางสาวพิมพนัส วิมุกตายน
หน่วยงาน สาขาวิชาชีววิทยาประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่อยู่ สาขาวิชาชีววิทยาประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เลขที่ 1 ถนนอู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 0818101224 โทรสาร 022436863
E-mail pimpanas@hotmail.com
ระยะเวลาดำเนินงาน……………6…………….เดือน
งบประมาณ ……………65,000.…………………….….บาท
ปัญหาที่ทำวิจัยและความสำคัญของปัญหา
ยุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกที่มีปัญหาการระบาดหนักทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตที่มีประชากรอยู่หนาแน่น ในกรุงเทพฯ พบว่าเขตบางซื่อซึ่งอยู่ติดกับเขตดุสิตเป็นแหล่งเพาะเชื้อไข้เลือดออกที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากเขตบางซื่อ ยังมีเขตที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังเนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงต่อการระบาดของเชื้อไข้เลือดออก ได้แก่ บางพลัด จตุจักร ภาษีเจริญ บางบอน บางคอแหลม จอมทอง และประเวศ
การระบาดของโรคไข้เลือดออกจะพบมากในฤดูฝน โดยมีรอบการระบาดทุก 2 ปี แต่เนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทำให้รอบการระบาดของโรคนี้เกิดเร็วขึ้น วงจรชีวิตของยุงลายสั้นขึ้นจาก 10-14 วัน เหลือเพียง 1 สัปดาห์ แต่ปริมาณการวางไข่ต่อรอบเพิ่มจำนวนสูงขึ้น สถิติผู้ป่วยในกรุงเทพฯ พบว่าเขตบางซื่อมีผู้ป่วยมากที่สุดในรอบครึ่งปีแรกของปี พ.ศ.2550 จำนวนถึง 80 ราย จากการเฝ้าระวังโรคในปี 2551 ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รวม 40 วัน มีรายงานผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศแล้ว 2,824 ราย เสียชีวิต 4 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 70 อยู่ในภาคกลาง มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปี 2550 ซึ่งมีผู้ป่วยเพียง 1,702 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิต พบว่าจำนวนผู้ป่วยปีนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66 โดยตลอดปี 2550 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 6 หมื่นราย เสียชีวิต 29 ราย และมีสัญญาณว่าโรคนี้จะพบในเด็กโตมากขึ้น
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการศึกษาการแพร่กระจายของเชื้อไข้เลือดออก เนื่องจากทำให้ทราบข้อมูลของแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาพะพันธุ์ และการติดเชื้อไข้เลือดออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการเฝ้าระวังและการควบคุมการแพร่กระจายยุงลายและการติดเชื้อ
วัตถุประสงค์
1. เพื่อหาการแพร่กระจายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
2. เพื่อหาลักษณะของคุณภาพน้ำเบื้องต้นที่มีผลต่อการวางไข่ของยุงลาย
3. เพื่อประเมินสถานการณ์ความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในเขตดุสิต
คำถามการวิจัย
1. ยุงลายมีแหล่งเพาะพันธุ์กระจายอยู่ที่ใดบ้าง
2. ลักษณะของแหล่งน้ำที่ยุงลายวางไข่เป็นแบบใด
กรอบความคิดการวิจัย
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems ,GIS) เป็นระบบเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงและผสมผสานข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อนำมาช่วยประกอบการตัดสินใจในการป้องกันและควบคุมโรคจะถูกต้อง ชัดเจน และแม่นยำมากขึ้น
ระเบียบวิธีวิจัย
(ดัดแปลงจาก สีใส ยี่สุ่นแสง http://www.en.mahidol.ac.th/gis/document/03.pdf)
รูปแบบการศึกษา
เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study)
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา
1. แหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
2. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นในอากาศ
3. ดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำเบื้องต้น ได้แก่ อุณหภูมิ ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความขุ่น การนำไฟฟ้า ความเป็นกรด-ด่างของน้ำ
4. ข้อมูลตำแหน่งจุดพิกัด (Geo-Reference Point) ของเขตดุสิต โดยพื้นที่ที่เลือกทำการสำรวจการแพร่กระจายพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย จะสำรวจชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้แก่ ชุมชนชาววัดราชา ชุมชนสวนอ้อย ชุมชนวัดเทวราชกุญชร
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ชุดคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ArcViewGIS และ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล
2. ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (SpatialDatabase) ใช้แผนที่ภูมิประเทศเชิงเลขมาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร ใช้เป็นแผนที่ฐาน (BaseMap) และแผนที่อื่นๆ เช่น แผนที่ขอบเขตการปกครอง ที่ตั้งหมู่บ้าน เส้นทางคมนาคม สถานีตรวจวัดอากาศ
3. ฐานข้อมูลเชิงคุณลักษณะ (AttributeDatabase) เป็นข้อมูลระดับทุติยภูมิ ซึ่งรวบรวมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก รายงานการสำรวจลูกน้ำ ปริมาณน้ำฝน จำนวนวันที่ฝนตก
4. แบบสอบถาม ประกอบด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ความรู้เรื่องไข้เลือดออก 3) ทัศนคติเกี่ยวกับไข้เลือดออก 4) สภาพสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก 5) การมีส่วนร่วมในการป้องกันควบคุมโรคของครัวเรือนและชุมชน
การเก็บรวบรวมและจัดการข้อมูล
1. รวบรวมฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ฐานข้อมูลเชิงคุณลักษณะแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ได้แก่ ภาชนะเก็บกักน้ำหลัก ภายในบ้านสำหรับอุปโภคบริโภค และภาชนะเก็บกักน้ำรอบบ้าน
2. รวบรวมข้อมูลการติดเชื้อไข้เลือดออกจากแบบสอบถามและข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาล
3. รวบรวมชนิดข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประมวลผลในโปรแกรม ArcViewGIS
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้
ลักษณะทั่วไปของประชากรกลุ่มตัวอย่าง และปัจจัยสิ่งแวดล้อม ใช้สถิติร้อยละ (Percentage)ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean)และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StandardDeviation)
1. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสิ่งแวดล้อม ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย และจำนวนผู้ป่วยใช้สถิติ PearsonProductMomentCorrelationCoefficient3) การวิเคราะห์สถิติเชิงพื้นที่ในการกำหนดพื้นที่เสี่ยงใช้สถิติจำแนกกลุ่ม (DiscriminantAnalysis) ร่วมกับ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis)
2. กำหนดระดับเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกของพื้นที่ศึกษา
1) ชุมชนที่ไม่เคยเกิดโรค แต่อยู่ใกล้พื้นที่เคยเกิดโรคเมื่อ 1-3 ปีที่ผ่านมา
2) ชุมชนที่มีความชุกชุมยุงลายสูง
3) ชุมชนที่มีผู้ป่วยหรือมีการระบาดในปีก่อน หรือมีผู้ป่วยไม่ติดต่อกัน 3 ปี
ดัชนีวัดความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย (Larval/Pupal Mosquito Population Density Indices)
House Index คือ ร้อยละของบ้านที่พบลูกน้ำ
H.I = จำนวนบ้านที่พบลูกน้ำ x 100
จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด
Container Index คือ ร้อยละของภาชนะที่พบลูกน้ำ
C.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ x 100
จำนวนภาชนะที่สำรวจทั้งหมด
Breteau Index คือ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อบ้าน 100 หลังคาเรือน
B.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ x 100
จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด
Stegomyia Index คือ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อประชากรในพื้นที่สำรวจ 1,000 คน
S.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ x 1000
จำนวนประชากรในพื้นที่สำรวจ
อัตราบ้านพบตัวโม่ง PHI = จำนวนบ้านที่สำรวจพบตัวโม่ง X 100
จำนวนบ้านที่สำรวจ
อัตราภาชนะพบตัวโม่ง PCI = จำนวนภาชนะที่สำรวจพบตัวโม่ง X 100
จำนวนภาชนะที่สำรวจ
การแปรผล
HI สูง CI สูง = ชุมชนนี้มีปัญหามากโดยรวม
HI ต่ำ CI ต่ำ = ชุมชนนี้มีปัญหาน้อยโดยรวม
HI สูง CI ต่ำ = ชุมชนนี้มีปัญหาทั่วไปกระจายทั้งหมู่
HI ต่ำ CI สูง = ชุมชนนี้มีปัญหาเป็นบางจุดของชุมชน แก้ไขเฉพาะจุดได้
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทราบแหล่งแพร่กระจายพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายและจัดทำข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์
2. ทราบลักษณะของแหล่งน้ำที่ยุงลายเลือกวางไข่
3. เพื่อการวางแผนควบคุมและเฝ้าระวังแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
งานทบทวนวิจัยที่เกี่ยวข้อง
Alpana B. and Haja A., 2001. Application of GIS in Modeling of Dengue Risk based on Socio Cultural Data: Case of Jalor, Rajasthan India. Paper presented at the 22ndAsian Conference on Remote Sensing. 5-9 November 2001, Singapore. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://geoinformatics.sut.ac.th/sut/student/GISpresent/2003-1/ApplicationofGIS.pdf
กรมควบคุมโรค 2549. สรุปผลการตรวจราชการและนิเทศงานระดับเขต กรณีปกติระดับกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2549 รอบที่ 1 ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://dpc1.ddc.moph.go.th/technic/Data_Link/Nitret/Summary-Nitret.doc
กระทรวงสาธารณสุข การประเมินผลการควบคุมลูกน้ำยุงลายทุก 7 วัน ปี 2548 ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://dhf.ddc.moph.go.th/project/Prinsston/assess.ppt
กังสดาล สุวรรณรงค์ และ ศศิธร ตั้งสวัสดิ์ การพัฒนาฐานข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ใน 7 จังหวัดรับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://203.157.15.4/episeminar/abstract/15kungsdal.txt
กิติมา กิจประเสริฐ การศึกษาการเกิดการกระจายและปัจจัยการเกิดโรคไข้เลือดออกในพื้นที่จังหวัดระยอง ปี พ.ศ. 2545-2547. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://202.29.52.57/~48042380187/Gis.ppt
ชบาไพร เสาร์สุวรรณ 2548. โครงการประเมินดัชนีลูกน้ำยุงลายเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงในพื้นที่ ปี 2548. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://www.dpc1.in.th/insect/datainsect/project48.7.doc
ณัฏฐวุฒิ แก้วพิทูลย์ พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมลูกน้ำยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออกของประชาชนบ้านกลาง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.cmp.ubu.ac.th/~rcpner/admin/att/17-10-2007BeDHF.doc
นันทวัน นารัตน์และคณะ การพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสาธารณสุขจังหวัดอ่างทองโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://pubnet.moph.go.th/
พนม พูลสมบัติ ไข้เลือดออก และการสำรวจลูกน้ำยุงลาย ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.nmd.go.th/preventmed/down/download.html
สถานีอนามัยบ้านพันหลัง จังหวัดเชียงใหม่ การคำนวณดัชนีความชุกลูกน้ำยุงลาย ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.cliniccom.th.gs/web-c/liniccom/dhfmass.htm
สีใส ยี่สุ่นแสง การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการวางแผนป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และพิษณุโลก ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.en.mahidol.ac.th/gis/document/03.pdf
ชื่อโครงการ
(ภาษาไทย) การศึกษาการแพร่กระจายของแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในเขตดุสิตโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
(ภาษาอังกฤษ) The distribution of Aedes aegypti larva in Dusit district by using geographic information system (GIS)
หัวหน้าโครงการวิจัย
ชื่อ-สกุล นางสาวพิมพนัส วิมุกตายน
หน่วยงาน สาขาวิชาชีววิทยาประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่อยู่ สาขาวิชาชีววิทยาประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เลขที่ 1 ถนนอู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 0818101224 โทรสาร 022436863
E-mail pimpanas@hotmail.com
ระยะเวลาดำเนินงาน……………6…………….เดือน
งบประมาณ ……………65,000.…………………….….บาท
ปัญหาที่ทำวิจัยและความสำคัญของปัญหา
ยุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกที่มีปัญหาการระบาดหนักทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตที่มีประชากรอยู่หนาแน่น ในกรุงเทพฯ พบว่าเขตบางซื่อซึ่งอยู่ติดกับเขตดุสิตเป็นแหล่งเพาะเชื้อไข้เลือดออกที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากเขตบางซื่อ ยังมีเขตที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังเนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงต่อการระบาดของเชื้อไข้เลือดออก ได้แก่ บางพลัด จตุจักร ภาษีเจริญ บางบอน บางคอแหลม จอมทอง และประเวศ
การระบาดของโรคไข้เลือดออกจะพบมากในฤดูฝน โดยมีรอบการระบาดทุก 2 ปี แต่เนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทำให้รอบการระบาดของโรคนี้เกิดเร็วขึ้น วงจรชีวิตของยุงลายสั้นขึ้นจาก 10-14 วัน เหลือเพียง 1 สัปดาห์ แต่ปริมาณการวางไข่ต่อรอบเพิ่มจำนวนสูงขึ้น สถิติผู้ป่วยในกรุงเทพฯ พบว่าเขตบางซื่อมีผู้ป่วยมากที่สุดในรอบครึ่งปีแรกของปี พ.ศ.2550 จำนวนถึง 80 ราย จากการเฝ้าระวังโรคในปี 2551 ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ รวม 40 วัน มีรายงานผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศแล้ว 2,824 ราย เสียชีวิต 4 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 70 อยู่ในภาคกลาง มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปี 2550 ซึ่งมีผู้ป่วยเพียง 1,702 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิต พบว่าจำนวนผู้ป่วยปีนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66 โดยตลอดปี 2550 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 6 หมื่นราย เสียชีวิต 29 ราย และมีสัญญาณว่าโรคนี้จะพบในเด็กโตมากขึ้น
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการศึกษาการแพร่กระจายของเชื้อไข้เลือดออก เนื่องจากทำให้ทราบข้อมูลของแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาพะพันธุ์ และการติดเชื้อไข้เลือดออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการเฝ้าระวังและการควบคุมการแพร่กระจายยุงลายและการติดเชื้อ
วัตถุประสงค์
1. เพื่อหาการแพร่กระจายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
2. เพื่อหาลักษณะของคุณภาพน้ำเบื้องต้นที่มีผลต่อการวางไข่ของยุงลาย
3. เพื่อประเมินสถานการณ์ความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในเขตดุสิต
คำถามการวิจัย
1. ยุงลายมีแหล่งเพาะพันธุ์กระจายอยู่ที่ใดบ้าง
2. ลักษณะของแหล่งน้ำที่ยุงลายวางไข่เป็นแบบใด
กรอบความคิดการวิจัย
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems ,GIS) เป็นระบบเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงและผสมผสานข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อนำมาช่วยประกอบการตัดสินใจในการป้องกันและควบคุมโรคจะถูกต้อง ชัดเจน และแม่นยำมากขึ้น
ระเบียบวิธีวิจัย
(ดัดแปลงจาก สีใส ยี่สุ่นแสง http://www.en.mahidol.ac.th/gis/document/03.pdf)
รูปแบบการศึกษา
เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study)
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา
1. แหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
2. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นในอากาศ
3. ดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำเบื้องต้น ได้แก่ อุณหภูมิ ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความขุ่น การนำไฟฟ้า ความเป็นกรด-ด่างของน้ำ
4. ข้อมูลตำแหน่งจุดพิกัด (Geo-Reference Point) ของเขตดุสิต โดยพื้นที่ที่เลือกทำการสำรวจการแพร่กระจายพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย จะสำรวจชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้แก่ ชุมชนชาววัดราชา ชุมชนสวนอ้อย ชุมชนวัดเทวราชกุญชร
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ชุดคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ArcViewGIS และ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล
2. ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (SpatialDatabase) ใช้แผนที่ภูมิประเทศเชิงเลขมาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร ใช้เป็นแผนที่ฐาน (BaseMap) และแผนที่อื่นๆ เช่น แผนที่ขอบเขตการปกครอง ที่ตั้งหมู่บ้าน เส้นทางคมนาคม สถานีตรวจวัดอากาศ
3. ฐานข้อมูลเชิงคุณลักษณะ (AttributeDatabase) เป็นข้อมูลระดับทุติยภูมิ ซึ่งรวบรวมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก รายงานการสำรวจลูกน้ำ ปริมาณน้ำฝน จำนวนวันที่ฝนตก
4. แบบสอบถาม ประกอบด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ความรู้เรื่องไข้เลือดออก 3) ทัศนคติเกี่ยวกับไข้เลือดออก 4) สภาพสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก 5) การมีส่วนร่วมในการป้องกันควบคุมโรคของครัวเรือนและชุมชน
การเก็บรวบรวมและจัดการข้อมูล
1. รวบรวมฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ฐานข้อมูลเชิงคุณลักษณะแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ได้แก่ ภาชนะเก็บกักน้ำหลัก ภายในบ้านสำหรับอุปโภคบริโภค และภาชนะเก็บกักน้ำรอบบ้าน
2. รวบรวมข้อมูลการติดเชื้อไข้เลือดออกจากแบบสอบถามและข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาล
3. รวบรวมชนิดข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประมวลผลในโปรแกรม ArcViewGIS
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้
ลักษณะทั่วไปของประชากรกลุ่มตัวอย่าง และปัจจัยสิ่งแวดล้อม ใช้สถิติร้อยละ (Percentage)ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean)และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StandardDeviation)
1. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสิ่งแวดล้อม ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย และจำนวนผู้ป่วยใช้สถิติ PearsonProductMomentCorrelationCoefficient3) การวิเคราะห์สถิติเชิงพื้นที่ในการกำหนดพื้นที่เสี่ยงใช้สถิติจำแนกกลุ่ม (DiscriminantAnalysis) ร่วมกับ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis)
2. กำหนดระดับเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกของพื้นที่ศึกษา
1) ชุมชนที่ไม่เคยเกิดโรค แต่อยู่ใกล้พื้นที่เคยเกิดโรคเมื่อ 1-3 ปีที่ผ่านมา
2) ชุมชนที่มีความชุกชุมยุงลายสูง
3) ชุมชนที่มีผู้ป่วยหรือมีการระบาดในปีก่อน หรือมีผู้ป่วยไม่ติดต่อกัน 3 ปี
ดัชนีวัดความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย (Larval/Pupal Mosquito Population Density Indices)
House Index คือ ร้อยละของบ้านที่พบลูกน้ำ
H.I = จำนวนบ้านที่พบลูกน้ำ x 100
จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด
Container Index คือ ร้อยละของภาชนะที่พบลูกน้ำ
C.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ x 100
จำนวนภาชนะที่สำรวจทั้งหมด
Breteau Index คือ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อบ้าน 100 หลังคาเรือน
B.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ x 100
จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด
Stegomyia Index คือ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อประชากรในพื้นที่สำรวจ 1,000 คน
S.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ x 1000
จำนวนประชากรในพื้นที่สำรวจ
อัตราบ้านพบตัวโม่ง PHI = จำนวนบ้านที่สำรวจพบตัวโม่ง X 100
จำนวนบ้านที่สำรวจ
อัตราภาชนะพบตัวโม่ง PCI = จำนวนภาชนะที่สำรวจพบตัวโม่ง X 100
จำนวนภาชนะที่สำรวจ
การแปรผล
HI สูง CI สูง = ชุมชนนี้มีปัญหามากโดยรวม
HI ต่ำ CI ต่ำ = ชุมชนนี้มีปัญหาน้อยโดยรวม
HI สูง CI ต่ำ = ชุมชนนี้มีปัญหาทั่วไปกระจายทั้งหมู่
HI ต่ำ CI สูง = ชุมชนนี้มีปัญหาเป็นบางจุดของชุมชน แก้ไขเฉพาะจุดได้
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทราบแหล่งแพร่กระจายพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายและจัดทำข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์
2. ทราบลักษณะของแหล่งน้ำที่ยุงลายเลือกวางไข่
3. เพื่อการวางแผนควบคุมและเฝ้าระวังแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
งานทบทวนวิจัยที่เกี่ยวข้อง
Alpana B. and Haja A., 2001. Application of GIS in Modeling of Dengue Risk based on Socio Cultural Data: Case of Jalor, Rajasthan India. Paper presented at the 22ndAsian Conference on Remote Sensing. 5-9 November 2001, Singapore. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://geoinformatics.sut.ac.th/sut/student/GISpresent/2003-1/ApplicationofGIS.pdf
กรมควบคุมโรค 2549. สรุปผลการตรวจราชการและนิเทศงานระดับเขต กรณีปกติระดับกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2549 รอบที่ 1 ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://dpc1.ddc.moph.go.th/technic/Data_Link/Nitret/Summary-Nitret.doc
กระทรวงสาธารณสุข การประเมินผลการควบคุมลูกน้ำยุงลายทุก 7 วัน ปี 2548 ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://dhf.ddc.moph.go.th/project/Prinsston/assess.ppt
กังสดาล สุวรรณรงค์ และ ศศิธร ตั้งสวัสดิ์ การพัฒนาฐานข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ใน 7 จังหวัดรับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://203.157.15.4/episeminar/abstract/15kungsdal.txt
กิติมา กิจประเสริฐ การศึกษาการเกิดการกระจายและปัจจัยการเกิดโรคไข้เลือดออกในพื้นที่จังหวัดระยอง ปี พ.ศ. 2545-2547. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://202.29.52.57/~48042380187/Gis.ppt
ชบาไพร เสาร์สุวรรณ 2548. โครงการประเมินดัชนีลูกน้ำยุงลายเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงในพื้นที่ ปี 2548. ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา : http://www.dpc1.in.th/insect/datainsect/project48.7.doc
ณัฏฐวุฒิ แก้วพิทูลย์ พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมลูกน้ำยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออกของประชาชนบ้านกลาง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.cmp.ubu.ac.th/~rcpner/admin/att/17-10-2007BeDHF.doc
นันทวัน นารัตน์และคณะ การพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสาธารณสุขจังหวัดอ่างทองโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://pubnet.moph.go.th/
พนม พูลสมบัติ ไข้เลือดออก และการสำรวจลูกน้ำยุงลาย ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.nmd.go.th/preventmed/down/download.html
สถานีอนามัยบ้านพันหลัง จังหวัดเชียงใหม่ การคำนวณดัชนีความชุกลูกน้ำยุงลาย ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.cliniccom.th.gs/web-c/liniccom/dhfmass.htm
สีใส ยี่สุ่นแสง การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการวางแผนป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และพิษณุโลก ระบบออนไลน์ แหล่งที่มา http://www.en.mahidol.ac.th/gis/document/03.pdf
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)