ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ. 2551 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวนทั้งสิ้น 74 ราย (คิดเป็นอัตราป่วย 22.63 ต่อประชากรแสนคน) ไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิต โดยผู้ป่วยทั้งหมดจำแนกตามกลุ่มอาการดังนี้ Dengue Hemorrhagic Fever 41 ราย (ร้อยละ 54.41)
Dengue Fever 33 ราย (ร้อยละ 44.59)
เมื่อเปรียบเทียบอัตราป่วยในระดับประเทศในสัปดาห์ที่ 11 ( ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 มีนาคม 2551) พบว่า อัตราป่วยของจังหวัดอุทัยธานีเท่ากับ 21.10 ต่อประชากรแสนคน สูงกว่าอัตราป่วยในภาพรวมของประเทศ (อัตราป่วยของประเทศ เท่ากับ 10.77 ต่อประชากรแสนคน) (รูปที่ 1 ) ซึ่งจังหวัดอุทัยธานี อยู่ในลำดับที่ 16 ของประเทศ และเป็นลำดับที่ 2 ในเขตตรวจราชการที่ 3
เมื่อจำแนกผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเป็นรายเดือนตามวันพบผู้ป่วย พบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2551 จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง (2545-2549) และจำนวนผู้ป่วยในช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ. 2550 (รูปที่ 2)
เมื่อจำแนกผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 10-14 ปี และ กลุ่มอายุ 15-24 ปี (รูปที่ 3)
อำเภอที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ อำเภอเมืองอุทัยธานี (66.69 ต่อประชากรแสนคน) อำเภอทัพทัน
(31.05 ต่อประชากรแสนคน) อำเภอสว่างอารมณ์ (19.26 ต่อประชากรแสนคน) อำเภอลานสัก (19.08
ต่อประชากรแสนคน) อำเภอหนองขาหย่าง (18.42 ต่อประชากรแสนคน) อำเภอบ้านไร่ (7.54 ต่อประชากรแสนคน) และอำเภอหนองฉาง (4.48 ต่อประชากรแสนคน) (รูปที่ 4)
รูปที่ 1 สถานการณ์โรคไข้เลือดออก จังหวัดอุทัยธานี ปี พ.ศ. 2538 - 2550
(ระดับประเทศ 1 มกราคม - 15 มีนาคม 2551 , จังหวัดอุทัยธานี 1 มกราคม – 22 มีนาคม 2551)
รูปที่ 2 จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก จังหวัดอุทัยธานี ปี พ.ศ. 2551
เปรียบเทียบกับค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง (2545-2549) และ พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2550
รูปที่ 3 อัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก จังหวัดอุทัยธานี ปี พ.ศ. 2551
จำแนกตามกลุ่มอายุ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ. 2551
รูปที่ 4 อัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก จังหวัดอุทัยธานี จำแนกตามอำเภอ
ตั้งแต่ 1 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ. 2551 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2550
ตารางที่ 1 จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 22 มีนาคม 2551
จำแนกรายอำเภอ จังหวัดอุทัยธาน
วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
วิถีชีวิตชุมชนมุสลิมกับการป้องกันโรคไข้เลือดออก
การศึกษาเรื่อง วิถีชีวิตชุมชนมุสลิมกับการป้องกันโรคไข้เลือดออก
นายอนันต์ พระจันทร์ศรี นางตวงพร ศรีสวัสดิ์ นายจิระพัฒน์ เกตุแก้ว
บทคัดย่อ ศาสนาอิสลามเข้าสู่ประเทศไทยประมาณปี ค.ศ. 1450 ปัจจุบันมีประชากรมุสลิมประมาณ 7,000,000 คน ส่วนใหญ่อยู่กันเป็นกลุ่ม กระจายทั่วประเทศ การดำเนินชีวิตมีลักษณะเฉพาะ การศึกษาวิถีชีวิตชุมชนมุสลิมเพื่อการป้องกันโรคไข้เลือดออก วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาถึงความรู้ ความเชื่อ วิธีการควบคุมกำจัดยุงลาย และวิถีชีวิตแบบมุสลิม วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้นำทางศาสนา สอบถามประชาชน ประชุมกลุ่ม และการสังเกต พื้นที่ศึกษา จำนวน 6 หมู่บ้าน ในอำเภอเมือง จังหวัดสตูล ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 140 คน ระยะเวลา ดำเนินการ ระหว่างเดือนมีนาคม 2548 – กันยายน 2549
ผลการศึกษา พบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 39 ปี จบการศึกษา ป.6 มีอาชีพรับจ้างและตัดยาง มีบทบาทในชุมชนเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข มีความรู้เรื่องไข้เลือดออกในระดับดี โดยเฉพาะพาหะนำโรค แต่ยังสับสนเรื่องแหล่งเพาะพันธุ์ ด้านความเชื่อ เชื่อว่าการฆ่ายุงตัวเต็มวัยสามารถทำได้ เพราะยุงนำโรคที่ทำให้เป็นอันตรายกับชีวิต จึงไม่ขัดกับหลักศาสนา วิธีการควบคุมกำจัดยุงลาย มีการป้องกันยุงกัด โดยนอนในมุ้ง ใช้พัดลม และไล่ยุงโดยเผากะลามะพร้าว ใส่น้ำมันสนหรือน้ำมันเครื่อง ตะไคร้หอม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปในหมู่บ้าน การเก็บกักน้ำ ในหมู่บ้านที่มีประปาจะนิยมใช้น้ำจากท่อส่งน้ำโดยตรง ส่วนบ้านที่ไม่มีประปา จะกักเก็บน้ำใช้ในโอ่งมากกว่าภาชนะอื่น มีการปิดฝาโอ่งเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกมากกว่าที่จะคำนึงว่าเป็นการป้องกันยุงวางไข่ ไม่นิยมใช้ทรายกำจัดลูกน้ำ เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้น้ำสกปรก (นายิส) เพราะสารเคมีทำให้น้ำมีสี กลิ่นรส เปลี่ยนไป ด้านวิถีชีวิตแบบมุสลิม ต้องใช้น้ำดำรงชีวิตวันละหลายเวลา เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทำความสะอาดร่างกายก่อนไปทำละหมาด ให้ความสำคัญด้านการเรียนรู้เรื่องทางศาสนามากกว่าการเล่าเรียนในสายสามัญตั้งแต่ปฐมวัย ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของศาสดา เน้นข้อห้ามอย่างเคร่งครัด โดยอิหม่ามและผู้นำศาสนาเป็นผู้เชื่อมโยงและผลักดันให้ดำเนินกิจกรรม ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการของศาสนามีการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับชุมชนอื่น
ดังนั้น การทำกิจกรรมกับชุมชนมุสลิมให้ประสบผล ต้องสร้างความไว้วางใจกับประชาชนมุสลิม ด้องได้รับการยอมรับจากผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ไม่ขัดต่อหลักปฏิบัติทางศาสนา กิจกรรมต่าง ๆ ต้องมีหลักฐานประกอบที่เชื่อถือได้ ไม่มีพิธี ขั้นตอนและเวลาที่มากเกินไป จึงจะสร้างความเชื่อมั่นและได้รับความร่วมมืออย่างดี ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นและสร้างความยั่งยืนได้
นายอนันต์ พระจันทร์ศรี นางตวงพร ศรีสวัสดิ์ นายจิระพัฒน์ เกตุแก้ว
บทคัดย่อ ศาสนาอิสลามเข้าสู่ประเทศไทยประมาณปี ค.ศ. 1450 ปัจจุบันมีประชากรมุสลิมประมาณ 7,000,000 คน ส่วนใหญ่อยู่กันเป็นกลุ่ม กระจายทั่วประเทศ การดำเนินชีวิตมีลักษณะเฉพาะ การศึกษาวิถีชีวิตชุมชนมุสลิมเพื่อการป้องกันโรคไข้เลือดออก วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาถึงความรู้ ความเชื่อ วิธีการควบคุมกำจัดยุงลาย และวิถีชีวิตแบบมุสลิม วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้นำทางศาสนา สอบถามประชาชน ประชุมกลุ่ม และการสังเกต พื้นที่ศึกษา จำนวน 6 หมู่บ้าน ในอำเภอเมือง จังหวัดสตูล ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 140 คน ระยะเวลา ดำเนินการ ระหว่างเดือนมีนาคม 2548 – กันยายน 2549
ผลการศึกษา พบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 39 ปี จบการศึกษา ป.6 มีอาชีพรับจ้างและตัดยาง มีบทบาทในชุมชนเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข มีความรู้เรื่องไข้เลือดออกในระดับดี โดยเฉพาะพาหะนำโรค แต่ยังสับสนเรื่องแหล่งเพาะพันธุ์ ด้านความเชื่อ เชื่อว่าการฆ่ายุงตัวเต็มวัยสามารถทำได้ เพราะยุงนำโรคที่ทำให้เป็นอันตรายกับชีวิต จึงไม่ขัดกับหลักศาสนา วิธีการควบคุมกำจัดยุงลาย มีการป้องกันยุงกัด โดยนอนในมุ้ง ใช้พัดลม และไล่ยุงโดยเผากะลามะพร้าว ใส่น้ำมันสนหรือน้ำมันเครื่อง ตะไคร้หอม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปในหมู่บ้าน การเก็บกักน้ำ ในหมู่บ้านที่มีประปาจะนิยมใช้น้ำจากท่อส่งน้ำโดยตรง ส่วนบ้านที่ไม่มีประปา จะกักเก็บน้ำใช้ในโอ่งมากกว่าภาชนะอื่น มีการปิดฝาโอ่งเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกมากกว่าที่จะคำนึงว่าเป็นการป้องกันยุงวางไข่ ไม่นิยมใช้ทรายกำจัดลูกน้ำ เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้น้ำสกปรก (นายิส) เพราะสารเคมีทำให้น้ำมีสี กลิ่นรส เปลี่ยนไป ด้านวิถีชีวิตแบบมุสลิม ต้องใช้น้ำดำรงชีวิตวันละหลายเวลา เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทำความสะอาดร่างกายก่อนไปทำละหมาด ให้ความสำคัญด้านการเรียนรู้เรื่องทางศาสนามากกว่าการเล่าเรียนในสายสามัญตั้งแต่ปฐมวัย ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของศาสดา เน้นข้อห้ามอย่างเคร่งครัด โดยอิหม่ามและผู้นำศาสนาเป็นผู้เชื่อมโยงและผลักดันให้ดำเนินกิจกรรม ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการของศาสนามีการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับชุมชนอื่น
ดังนั้น การทำกิจกรรมกับชุมชนมุสลิมให้ประสบผล ต้องสร้างความไว้วางใจกับประชาชนมุสลิม ด้องได้รับการยอมรับจากผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ไม่ขัดต่อหลักปฏิบัติทางศาสนา กิจกรรมต่าง ๆ ต้องมีหลักฐานประกอบที่เชื่อถือได้ ไม่มีพิธี ขั้นตอนและเวลาที่มากเกินไป จึงจะสร้างความเชื่อมั่นและได้รับความร่วมมืออย่างดี ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นและสร้างความยั่งยืนได้
โครงการผนึกพลังเยาวชนไทย
โครงการผนึกพลังเยาวชนไทย ต้านภัยไข้เลือดออก ปี 2550
*************************************************
หลักการและเหตุผล
ตามที่กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมมือดำเนินการรณรงค์เฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเกิดโรคไข้เลือดออกยังคงมีการระบาดทุกปี ซึ่งพบมากในกลุ่มเด็กอายุ 5 -14 ปี ถึงร้อยละ 70 และกลุ่มอายุ 15 -19 ปี มีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องดำเนินการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในโรงเรียน บ้านและชุมชนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายจากโรคไข้เลือดออก ซึ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพและชีวิต โดยบรรจุเนื้อหาการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเสริม ที่สำคัญคือให้นักเรียนได้สำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายที่บ้านและชุมชน ทุกวันศุกร์ จากโครงการ “ผนึกพลังเยาวชนไทยต้านภัยไข้เลือดออก” ในปีการศึกษา 2548 พบว่าได้รับการตอบรับจากนักเรียนเป็นอย่างดี มีนักเรียนจำนวนมากเขียนจดหมายเล่าถึงกิจกรรมกำจัดลูกน้ำยุงลาย มีการก่อตั้งชมรมฯ และทำให้ความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในหลายพื้นที่ลดลง
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเขาย้อยและโรงพยาบาลเขาย้อย จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะให้นักเรียนทุกคนในอำเภอเขาย้อย เป็นผู้มีบทบาทกระตุ้นเตือนชุมชน และร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลายในชุมชน จึงได้ทำโครงการผนึกพลังเยาวชนไทยต้านภัยไข้เลือดออก ปี 2549 ต่อเนื่องจากโครงการเดิมซึ่งจัดเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โดยให้ครอบคลุมโรงเรียนระดับประถมและมัธยมทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์ของโครงการเน้นให้นักเรียนกำจัดลูกน้ำยุงลายในบ้าน โรงเรียนและชุมชนของตน และให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาไข้เลือดออกในพื้นที่ มีจุดเน้นอย่างชัดเจนต่อชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู่หรือโรงเรียนตั้งอยู่ เพื่อหวังผลในการลดความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของ โรคไข้เลือดออกลดลงจนเหลือน้อยที่สุด
2. วัตถุประสงค์
2.1 ครู นักเรียน และผู้ปกครองเกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการรณรงค์เฝ้าระวังป้องกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออก
2.2 ให้เกิดกิจกรรมทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่โรงเรียน บ้านและชุมชนของนักเรียน อย่างต่อเนื่อง
ทุกสัปดาห์
3. กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลรวม 25 แห่ง
ระดับชั้น - ประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 6
- มัธยมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3
4. วิธีดำเนินการ
4.1 คปสอ.เขาย้อยร่วมกันพิจารณาจัดทำโครงการ
4.2 สสอ.เขาย้อยประสานกับ สพท. เพื่อร่วมปรึกษาแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงาน
4.3 สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเขาย้อย ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประชุมชี้แจงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ,CUP และโรงเรียนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออก โดยสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้ดำเนินการ
กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน
4.4 ผู้บริหารโรงเรียนรับนโยบายและมอบหมายให้ครูรับผิดชอบทำโครงการระดับโรงเรียน
4.5 ครูผู้รับผิดชอบจัดทำโครงการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกระดับโรงเรียน โดยกำหนดกิจกรรม
การเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตัวอย่าง เช่น
- จัดตั้งชมรม มือปราบน้อย ตามรอยลูกน้ำ
- ให้นักเรียนจัดทำโครงงาน ลูกน้ำหาย ยุงลายหมด ลดไข้เลือดออก
- จัดสัปดาห์รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
4.6 นักเรียนสำรวจแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำยุงลายและรายงานผลในแบบบันทึกกิจกรรม
และตอบแบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรม ฯ (กรมควบคุมโรคสนับสนุนตัวอย่างแบบบันทึกกิจกรรม
และแบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา)
4.7 ครูประจำชั้น กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ โดยอธิบายให้ทราบถึงผลดีของการควบคุมและทำลายลูกน้ำ
ยุงลายและใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาเกณฑ์วัดผลในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา
รวมทั้งบันทึกในสมุดบันทึกความดี
4.8 ในระดับอำเภอ จัดให้มีการประกวดโรงเรียนที่มีโครงการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกดีเด่น
หลักเกณฑ์การพิจารณาและรางวัล ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการประกวดระดับอำเภอ
โดย CUP สนับสนุนเงินรางวัลส่วนหนึ่งให้
5. การประเมินผล
โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับอำเภอ / สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
5.1 หน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับอำเภอประเมินผลความสำเร็จของโครงการ พิจารณาจาก
- โรงเรียนมีโครงการ / ผลงาน / กิจกรรมดำเนินการอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล
- นักเรียนทำกิจกรรมสำรวจและควบคุมลูกน้ำยุงลายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
5.2 สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
- สถิติจำนวนและอัตราป่วยในช่วงระหว่างดำเนินโครงการ
- สำรวจค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย ของโรงเรียน (CI) และของชุมชน (HI) ของนักเรียน
6. ระยะเวลาดำเนินการ
เดือน พฤษภาคม - ธันวาคม 2550
7. งบประมาณ
จากเงินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP Com. Base) เครือข่ายบริการโรงพยาบาลเขาย้อย
เป็นเงินรางวัลโรงเรียนดีเด่นระดับอำเภอ (รวม 17,000.00 บาท) ดังนี้
- รางวัลที่ 1 เป็นเงิน 7,000.00 บาท
- รางวัลที่ 2 เป็นเงิน 4,000.00 บาท
- รางวัลที่ 3 เป็นเงิน 3,000.00 บาท
- รางวัลชมเชย 3 รางวัล ๆ ละ 1,000.00 บาท เป็นเงิน 3,000.00 บาท
8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
8.1 ได้แนวทางการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมไข้เลือดออกที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียน ครู
8.2 ครู นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนตระหนัก มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกำจัด
ลูกน้ำยุงลาย จนเป็นกิจวัตรทั้งที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน
8.3 เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในท้องถิ่น ดำเนินกิจกรรมกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่อง
8.4 โรงเรียน บ้านและชุมชนของนักเรียนปลอดลูกน้ำยุงลาย
8.5 ลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในโรงเรียนบ้าน ชุมชนทั่วประเทศ
9. หน่วยงานดำเนินการ
9.1 หน่วยงานในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ :
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 เพชรบุรี / โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 25 แห่ง
9.2 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข : สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
*************************************************
หลักการและเหตุผล
ตามที่กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมมือดำเนินการรณรงค์เฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเกิดโรคไข้เลือดออกยังคงมีการระบาดทุกปี ซึ่งพบมากในกลุ่มเด็กอายุ 5 -14 ปี ถึงร้อยละ 70 และกลุ่มอายุ 15 -19 ปี มีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องดำเนินการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในโรงเรียน บ้านและชุมชนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายจากโรคไข้เลือดออก ซึ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพและชีวิต โดยบรรจุเนื้อหาการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเสริม ที่สำคัญคือให้นักเรียนได้สำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายที่บ้านและชุมชน ทุกวันศุกร์ จากโครงการ “ผนึกพลังเยาวชนไทยต้านภัยไข้เลือดออก” ในปีการศึกษา 2548 พบว่าได้รับการตอบรับจากนักเรียนเป็นอย่างดี มีนักเรียนจำนวนมากเขียนจดหมายเล่าถึงกิจกรรมกำจัดลูกน้ำยุงลาย มีการก่อตั้งชมรมฯ และทำให้ความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในหลายพื้นที่ลดลง
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเขาย้อยและโรงพยาบาลเขาย้อย จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะให้นักเรียนทุกคนในอำเภอเขาย้อย เป็นผู้มีบทบาทกระตุ้นเตือนชุมชน และร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลายในชุมชน จึงได้ทำโครงการผนึกพลังเยาวชนไทยต้านภัยไข้เลือดออก ปี 2549 ต่อเนื่องจากโครงการเดิมซึ่งจัดเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โดยให้ครอบคลุมโรงเรียนระดับประถมและมัธยมทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์ของโครงการเน้นให้นักเรียนกำจัดลูกน้ำยุงลายในบ้าน โรงเรียนและชุมชนของตน และให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาไข้เลือดออกในพื้นที่ มีจุดเน้นอย่างชัดเจนต่อชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู่หรือโรงเรียนตั้งอยู่ เพื่อหวังผลในการลดความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของ โรคไข้เลือดออกลดลงจนเหลือน้อยที่สุด
2. วัตถุประสงค์
2.1 ครู นักเรียน และผู้ปกครองเกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการรณรงค์เฝ้าระวังป้องกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออก
2.2 ให้เกิดกิจกรรมทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่โรงเรียน บ้านและชุมชนของนักเรียน อย่างต่อเนื่อง
ทุกสัปดาห์
3. กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลรวม 25 แห่ง
ระดับชั้น - ประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 6
- มัธยมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3
4. วิธีดำเนินการ
4.1 คปสอ.เขาย้อยร่วมกันพิจารณาจัดทำโครงการ
4.2 สสอ.เขาย้อยประสานกับ สพท. เพื่อร่วมปรึกษาแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงาน
4.3 สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเขาย้อย ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประชุมชี้แจงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ,CUP และโรงเรียนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออก โดยสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้ดำเนินการ
กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน
4.4 ผู้บริหารโรงเรียนรับนโยบายและมอบหมายให้ครูรับผิดชอบทำโครงการระดับโรงเรียน
4.5 ครูผู้รับผิดชอบจัดทำโครงการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกระดับโรงเรียน โดยกำหนดกิจกรรม
การเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตัวอย่าง เช่น
- จัดตั้งชมรม มือปราบน้อย ตามรอยลูกน้ำ
- ให้นักเรียนจัดทำโครงงาน ลูกน้ำหาย ยุงลายหมด ลดไข้เลือดออก
- จัดสัปดาห์รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
4.6 นักเรียนสำรวจแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำยุงลายและรายงานผลในแบบบันทึกกิจกรรม
และตอบแบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรม ฯ (กรมควบคุมโรคสนับสนุนตัวอย่างแบบบันทึกกิจกรรม
และแบบสอบถามการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา)
4.7 ครูประจำชั้น กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ โดยอธิบายให้ทราบถึงผลดีของการควบคุมและทำลายลูกน้ำ
ยุงลายและใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาเกณฑ์วัดผลในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา
รวมทั้งบันทึกในสมุดบันทึกความดี
4.8 ในระดับอำเภอ จัดให้มีการประกวดโรงเรียนที่มีโครงการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกดีเด่น
หลักเกณฑ์การพิจารณาและรางวัล ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการประกวดระดับอำเภอ
โดย CUP สนับสนุนเงินรางวัลส่วนหนึ่งให้
5. การประเมินผล
โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับอำเภอ / สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
5.1 หน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับอำเภอประเมินผลความสำเร็จของโครงการ พิจารณาจาก
- โรงเรียนมีโครงการ / ผลงาน / กิจกรรมดำเนินการอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล
- นักเรียนทำกิจกรรมสำรวจและควบคุมลูกน้ำยุงลายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
5.2 สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
- สถิติจำนวนและอัตราป่วยในช่วงระหว่างดำเนินโครงการ
- สำรวจค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย ของโรงเรียน (CI) และของชุมชน (HI) ของนักเรียน
6. ระยะเวลาดำเนินการ
เดือน พฤษภาคม - ธันวาคม 2550
7. งบประมาณ
จากเงินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP Com. Base) เครือข่ายบริการโรงพยาบาลเขาย้อย
เป็นเงินรางวัลโรงเรียนดีเด่นระดับอำเภอ (รวม 17,000.00 บาท) ดังนี้
- รางวัลที่ 1 เป็นเงิน 7,000.00 บาท
- รางวัลที่ 2 เป็นเงิน 4,000.00 บาท
- รางวัลที่ 3 เป็นเงิน 3,000.00 บาท
- รางวัลชมเชย 3 รางวัล ๆ ละ 1,000.00 บาท เป็นเงิน 3,000.00 บาท
8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
8.1 ได้แนวทางการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมไข้เลือดออกที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียน ครู
8.2 ครู นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนตระหนัก มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกำจัด
ลูกน้ำยุงลาย จนเป็นกิจวัตรทั้งที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน
8.3 เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในท้องถิ่น ดำเนินกิจกรรมกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่อง
8.4 โรงเรียน บ้านและชุมชนของนักเรียนปลอดลูกน้ำยุงลาย
8.5 ลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในโรงเรียนบ้าน ชุมชนทั่วประเทศ
9. หน่วยงานดำเนินการ
9.1 หน่วยงานในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ :
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 เพชรบุรี / โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 25 แห่ง
9.2 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข : สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง
ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง และมียุงลายเป็นพาหะนำโรค พบบ่อยในเด็กอายุ 5-10 ปี ระยะแรกมักมีอาการไข้สูง 3-7 วัน ร่วมกับอาการอาเจียน ปวดท้อง ไม่มีอาการหวัดเด่นชัด และอาจมีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะเลือดกำเดา จุดเลือดออกตามผิวหนัง และอาเจียนเป็นเลือด
ระยะช็อคเป็นช่วงที่อันตรายอาจเสียชีวิตได้มักพบว่าเมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยกับมีอาการแย่ลง มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปวดท้องรุนแรงขึ้น และมักมีอาการอาเจียนเป็นเลือด การตรวจร่างกายจะพบว่ามีความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว และเบา กดเจ็บบริเวณตับ และตรวจพบตับโต หากตรวจเลือดจะพบว่ามีความเข้มข้นของเลือดสูง และมีเกร็ดเลือดต่ำ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ 80% เกิดจากเชื้อเดงกี่ (Dengue) ซึ่งมี 4 สายพันธ์คือ 1,2,3,4 หรือส่วนน้อยเกิดจากเชื้อ Chikugunya virus (ชิคคูกุนยา) โดยมียุงลายเป็นพาหะสำคัญของเชื้อทั้ง 2 ชนิด แหล่งเก็บเชื้อที่สำคัญคือ คน และยุง อาจพบเชื้อในลิงและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้ ไม่ติดต่อจากคนไปคน แต่ติดต่อโดยถูกยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด
เชื้อจะมีการแบ่งตัวอยู่ในยุงตลอด ยุงจะนำเชื้อไปติดต่อคนอื่นได้ หลังจากได้เชื้อเข้าไปในตัวยุงแล้ว 8-12 วัน ระยะฟักตัว 3-15 วัน ส่วนใหญ่ 5-6 วัน คนที่ป่วยจะยังมีเชื้อประมาณ 5 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ ช่วยเวลาที่ยุงลายชอบกัดคือตอนกลางวัน แหล่งเพาะยุงอยู่ในตุ่มน้ำหรือแจกันต่างๆ ยุงชอบวางไขเพาะพันธุ์ในน้ำนิ่ง และสะอาด
อาการไข้เลือดออก แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
1. ระยะไข้สูง
ไข้สูงลอย 3-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดหัว ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อวันที่ 2-3 เด็กมักซึมลง หน้าแดง, ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดเลือดออก ตามผิวหนัง 60-90% ตรวจพบตับโต Tourigust test ให้ผลบวก
2. ระยะวิกฤติ (ระยะช็อค และเลือดออก)
ไข้ลด (ประมาณวันที่ 3-6 ของโรค) อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อค กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันตก อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน และได้รับการรักษาทัน และถูกต้อง ระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชม. แล้วเข้าสู่ระยะที่ 3
3. ระยะฟื้น
อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันดี ชีพจรปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขาปลายเท้า ปลายมือ และมีอาการคัน
การวินิจฉัย
จากอาการแสดงดังกล่าวโดยเปรียบเทียบกับระยะเวลาที่ป่วย ตรวจร่างกายอย่างอื่นมักปกติ อาจมีตับโต การทำ Tourniguest ให้ผลบวก ถ้าเป็นระยะแรก ๆ อาจบอกได้ไม่ 100% อาจเป็นจากไข้สูง ส่วนใหญ่ Tourniguest ให้ผลบวก เมื่อเกร็ดเลือดเริ่มต่ำ คือก่อนระยะที่ 2 ของโรคเล็กน้อย จนถึงระยะแรกของระยะฟื้น
การเจาะเลือด ความเข้มข้นของเลือดมักสูงกว่าปกตินอกจากมีเลือดออกมาก มักมีเม็ดเลือดขาวต่ำแต่ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ และส่วนน้อยเม็ดเลือดขาวสูง เกล็ดเลือดเริ่มต่ำระยะก่อนไข้ลด การตรวจทางห้องทดลองอาจพบมีตับอักเสบ เอ็นไซม์ตับเพิ่มขึ้น และอาจพบความผิดปกติจากการตรวจปัสสาวะได้
การวินิจฉัยที่แน่นอน คือ การเจาะหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้เลือดออก หรือการแยกเชื้อไวรัสจากเลือด ซึ่งจะพบภายใน 5 วันแรกของโรคเท่านั้น
การรักษา
ผู้ป่วยที่ไม่อาเจียนให้ดื่มน้ำ/น้ำเกลือแร่มาก ๆ วิธีสังเกตว่าดื่มน้ำพอหรือไม่ปัสสาวะควรมีสีใส ควรพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ตามนัดเพื่อเผ้าดูอาการที่อาจเป็นอันตรายอย่างใกล้ชิด ถ้าอาเจียนมาก ซึม เพลียมาก มีอาการของช็อค และมีอาการเลือดออก ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล และดูแลใกล้ชิด เพื่อรักษาได้ทันท่วงที หรือหากมีอาการแทรกซ้อนอื่น เช่น ตับอักเสบรุนแรง ตับวาย สมองอักเสบ ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล ให้ยาแก้ไข Paracetamol หรือ Acctaminophen ได้ไม่ควรให้แอสไพริน เพราะทำให้ ระคายกระเพาะโอกาสมีเลือดออกทางกระเพาะง่าย ทำให้การทำงานหาเกล็ดเลือดผิดปกติ Vaccine ยังไม่มีให้ฉีดอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น
วิธีป้องกัน
พยายามไม่ให้ยุงกัด ปราบ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่ง ๆ ตามภาชนะต่าง ๆ ที่มีน้ำขัง
ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือด ทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ รายงานคนไข้ไปที่โรงพยาบาล หรืออนามัยจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการกำจัดยุงบริเวณนั้น ก่อนที่จะมีการระบาดเพิ่มขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://women.sanook.com/health/healthcare/sick_11441.php
ระยะช็อคเป็นช่วงที่อันตรายอาจเสียชีวิตได้มักพบว่าเมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยกับมีอาการแย่ลง มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปวดท้องรุนแรงขึ้น และมักมีอาการอาเจียนเป็นเลือด การตรวจร่างกายจะพบว่ามีความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว และเบา กดเจ็บบริเวณตับ และตรวจพบตับโต หากตรวจเลือดจะพบว่ามีความเข้มข้นของเลือดสูง และมีเกร็ดเลือดต่ำ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ 80% เกิดจากเชื้อเดงกี่ (Dengue) ซึ่งมี 4 สายพันธ์คือ 1,2,3,4 หรือส่วนน้อยเกิดจากเชื้อ Chikugunya virus (ชิคคูกุนยา) โดยมียุงลายเป็นพาหะสำคัญของเชื้อทั้ง 2 ชนิด แหล่งเก็บเชื้อที่สำคัญคือ คน และยุง อาจพบเชื้อในลิงและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้ ไม่ติดต่อจากคนไปคน แต่ติดต่อโดยถูกยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด
เชื้อจะมีการแบ่งตัวอยู่ในยุงตลอด ยุงจะนำเชื้อไปติดต่อคนอื่นได้ หลังจากได้เชื้อเข้าไปในตัวยุงแล้ว 8-12 วัน ระยะฟักตัว 3-15 วัน ส่วนใหญ่ 5-6 วัน คนที่ป่วยจะยังมีเชื้อประมาณ 5 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ ช่วยเวลาที่ยุงลายชอบกัดคือตอนกลางวัน แหล่งเพาะยุงอยู่ในตุ่มน้ำหรือแจกันต่างๆ ยุงชอบวางไขเพาะพันธุ์ในน้ำนิ่ง และสะอาด
อาการไข้เลือดออก แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
1. ระยะไข้สูง
ไข้สูงลอย 3-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดหัว ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อวันที่ 2-3 เด็กมักซึมลง หน้าแดง, ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดเลือดออก ตามผิวหนัง 60-90% ตรวจพบตับโต Tourigust test ให้ผลบวก
2. ระยะวิกฤติ (ระยะช็อค และเลือดออก)
ไข้ลด (ประมาณวันที่ 3-6 ของโรค) อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อค กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว ความดันตก อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน และได้รับการรักษาทัน และถูกต้อง ระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชม. แล้วเข้าสู่ระยะที่ 3
3. ระยะฟื้น
อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันดี ชีพจรปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขาปลายเท้า ปลายมือ และมีอาการคัน
การวินิจฉัย
จากอาการแสดงดังกล่าวโดยเปรียบเทียบกับระยะเวลาที่ป่วย ตรวจร่างกายอย่างอื่นมักปกติ อาจมีตับโต การทำ Tourniguest ให้ผลบวก ถ้าเป็นระยะแรก ๆ อาจบอกได้ไม่ 100% อาจเป็นจากไข้สูง ส่วนใหญ่ Tourniguest ให้ผลบวก เมื่อเกร็ดเลือดเริ่มต่ำ คือก่อนระยะที่ 2 ของโรคเล็กน้อย จนถึงระยะแรกของระยะฟื้น
การเจาะเลือด ความเข้มข้นของเลือดมักสูงกว่าปกตินอกจากมีเลือดออกมาก มักมีเม็ดเลือดขาวต่ำแต่ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ และส่วนน้อยเม็ดเลือดขาวสูง เกล็ดเลือดเริ่มต่ำระยะก่อนไข้ลด การตรวจทางห้องทดลองอาจพบมีตับอักเสบ เอ็นไซม์ตับเพิ่มขึ้น และอาจพบความผิดปกติจากการตรวจปัสสาวะได้
การวินิจฉัยที่แน่นอน คือ การเจาะหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้เลือดออก หรือการแยกเชื้อไวรัสจากเลือด ซึ่งจะพบภายใน 5 วันแรกของโรคเท่านั้น
การรักษา
ผู้ป่วยที่ไม่อาเจียนให้ดื่มน้ำ/น้ำเกลือแร่มาก ๆ วิธีสังเกตว่าดื่มน้ำพอหรือไม่ปัสสาวะควรมีสีใส ควรพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ตามนัดเพื่อเผ้าดูอาการที่อาจเป็นอันตรายอย่างใกล้ชิด ถ้าอาเจียนมาก ซึม เพลียมาก มีอาการของช็อค และมีอาการเลือดออก ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล และดูแลใกล้ชิด เพื่อรักษาได้ทันท่วงที หรือหากมีอาการแทรกซ้อนอื่น เช่น ตับอักเสบรุนแรง ตับวาย สมองอักเสบ ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล ให้ยาแก้ไข Paracetamol หรือ Acctaminophen ได้ไม่ควรให้แอสไพริน เพราะทำให้ ระคายกระเพาะโอกาสมีเลือดออกทางกระเพาะง่าย ทำให้การทำงานหาเกล็ดเลือดผิดปกติ Vaccine ยังไม่มีให้ฉีดอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น
วิธีป้องกัน
พยายามไม่ให้ยุงกัด ปราบ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่ง ๆ ตามภาชนะต่าง ๆ ที่มีน้ำขัง
ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือด ทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ รายงานคนไข้ไปที่โรงพยาบาล หรืออนามัยจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการกำจัดยุงบริเวณนั้น ก่อนที่จะมีการระบาดเพิ่มขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://women.sanook.com/health/healthcare/sick_11441.php
สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในมหาวิทยาลัยขอนแก่น
การเฝ้าระวังโรคสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2552
.. ความชุกของยุงลาย..
การสำรวจลูกน้ำยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกในเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552
จากการสำรวจลูกน้ำยุงลายระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย. 2552 บริเวณบ้านพักในเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงเรียนสาธิต 2 แห่ง ผลการสำรวจบ้านพัก จำนวน 40 หลังพบ
ลูกน้ำยุงลาย 7 หลัง และโรงเรียนพบทั้ง 2 แห่ง ตามตารางที่ 1 ค่าHouse Index, Container Index และ Breteau Index มีค่าเกินระดับ WHO กำหนด (WHO, 1993 ) หากมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกใน เขตมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรค
จากจำนวนภาชนะที่สำรวจ ส่วนใหญ่เป็นอ่างซีเมนต์ในห้องน้ำ, โอ่งน้ำ และจานรอง กระถางต้นไม้ และภาชนะอื่นๆ ที่ไม่ใช้ เช่นยางรถยนต์ กระป๋อง รวมทั้งหมด 146 ภาชนะ พบลูกน้ำ ยุงลาย 15 ภาชนะ แยกเป็นลูกน้ำยุงลายบ้าน Aedes aegypti 1 ภาชนะ คิดเป็นร้อยละ 6.67 ส่วนภาชนะที่อยู่บริเวณ รอบบ้าน (นอกบ้าน) ส่วนมากพบลูกน้ำยุงลายสวน Aedes albopictus 14 ภาชนะ คิดเป็นร้อยละ 93.33 สำหรับโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยนั้น จะมียุงลาย Ae. aegypti เป็นพาหะหลัก และยุง Ae. albopictus เป็นพาหะรอง (หมายถึง หากมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ยุง Ae. albopictus จะเป็นตัวช่วยให้มีการระบาดของโรคเพิ่มมากขึ้น)
ตารางที่ 1 แสดงความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
เดือน House Index (H.I.) Container Index (C.I.) Breteau Index (B.I.)
พฤศจิกายน 2552 17.50 10.27 37.50
ดัชนีวัดความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย
House Index คือ ร้อยละของบ้านที่พบลูกน้ำ
H.I. = จำนวนบ้านที่พบลูกน้ำ / จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด x 100
Container Index คือ ร้อยละของภาชนะที่พบลูกน้ำ
C.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ / จำนวนภาชนะที่สำรวจทั้งหมด x 100
Breteau Index คือ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อบ้าน 100 หลังคาเรือน
B.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ / จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด x 100
ข้อเสนอแนะ
1. สำรวจลูกน้ำยุงลายในภาชนะที่มีน้ำขังในบ้านและนอกบ้าน ทุกๆ 7 วัน บริเวณรอบๆ บ้านรัศมี
การบินของยุงลายประมาณ 50 เมตร
2. กำจัดลูกน้ำโดยการตักลูกน้ำทิ้ง ขัดล้าง เปลี่ยนน้ำ ถ้าเป็นภาชนะที่ไม่ใช้ควรคว่ำภาชนะ หรือทำลาย
3. ควรใส่สารกำจัดลูกน้ำยุง เช่น ทรายอะเบท เกลือแกง ผงซักฟอก หรือใส่น้ำมันเครื่อง
.. ความชุกของยุงลาย..
การสำรวจลูกน้ำยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกในเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำเดือนพฤศจิกายน 2552
จากการสำรวจลูกน้ำยุงลายระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย. 2552 บริเวณบ้านพักในเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงเรียนสาธิต 2 แห่ง ผลการสำรวจบ้านพัก จำนวน 40 หลังพบ
ลูกน้ำยุงลาย 7 หลัง และโรงเรียนพบทั้ง 2 แห่ง ตามตารางที่ 1 ค่าHouse Index, Container Index และ Breteau Index มีค่าเกินระดับ WHO กำหนด (WHO, 1993 ) หากมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกใน เขตมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรค
จากจำนวนภาชนะที่สำรวจ ส่วนใหญ่เป็นอ่างซีเมนต์ในห้องน้ำ, โอ่งน้ำ และจานรอง กระถางต้นไม้ และภาชนะอื่นๆ ที่ไม่ใช้ เช่นยางรถยนต์ กระป๋อง รวมทั้งหมด 146 ภาชนะ พบลูกน้ำ ยุงลาย 15 ภาชนะ แยกเป็นลูกน้ำยุงลายบ้าน Aedes aegypti 1 ภาชนะ คิดเป็นร้อยละ 6.67 ส่วนภาชนะที่อยู่บริเวณ รอบบ้าน (นอกบ้าน) ส่วนมากพบลูกน้ำยุงลายสวน Aedes albopictus 14 ภาชนะ คิดเป็นร้อยละ 93.33 สำหรับโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยนั้น จะมียุงลาย Ae. aegypti เป็นพาหะหลัก และยุง Ae. albopictus เป็นพาหะรอง (หมายถึง หากมีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ยุง Ae. albopictus จะเป็นตัวช่วยให้มีการระบาดของโรคเพิ่มมากขึ้น)
ตารางที่ 1 แสดงความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในเขตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
เดือน House Index (H.I.) Container Index (C.I.) Breteau Index (B.I.)
พฤศจิกายน 2552 17.50 10.27 37.50
ดัชนีวัดความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย
House Index คือ ร้อยละของบ้านที่พบลูกน้ำ
H.I. = จำนวนบ้านที่พบลูกน้ำ / จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด x 100
Container Index คือ ร้อยละของภาชนะที่พบลูกน้ำ
C.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ / จำนวนภาชนะที่สำรวจทั้งหมด x 100
Breteau Index คือ จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อบ้าน 100 หลังคาเรือน
B.I. = จำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำ / จำนวนบ้านที่สำรวจทั้งหมด x 100
ข้อเสนอแนะ
1. สำรวจลูกน้ำยุงลายในภาชนะที่มีน้ำขังในบ้านและนอกบ้าน ทุกๆ 7 วัน บริเวณรอบๆ บ้านรัศมี
การบินของยุงลายประมาณ 50 เมตร
2. กำจัดลูกน้ำโดยการตักลูกน้ำทิ้ง ขัดล้าง เปลี่ยนน้ำ ถ้าเป็นภาชนะที่ไม่ใช้ควรคว่ำภาชนะ หรือทำลาย
3. ควรใส่สารกำจัดลูกน้ำยุง เช่น ทรายอะเบท เกลือแกง ผงซักฟอก หรือใส่น้ำมันเครื่อง
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่ออีกโรค
เรื่อง.. โรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่ออีกโรคหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามในเวลานี้ เพราะว่า จังหวัดจันทบุรี ของเราเป็นเมืองที่มีฝนตกชุก มีแหล่งน้ำขังเป็นที่เพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออกสามารถทำให้ท่านและลูกหลานของท่านเสียชีวิตได้ ถ้าหากไปพบแพทย์ไม่ทัน
ไข้เลือดออก เป็นโรคซึ่งมียุงลายเป็นตัวนำโรค โดยยุงลายไปกัดคนที่มีเชื้อไข้เลือดออก แล้วไปกัดคนอื่นอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นเราต้องช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพื่อไม่ให้พวกเราทุกคนต้องสูญเสียชีวิต เงินทอง จากการป่วยเป็นไข้เลือดออก
อาการของไข้เลือดออก
1. มีไข้สูง ปวดศีรษะ
2. เบื่ออาหาร
3. ซึม อ่อนเพลียมาก
4. อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ หรือมีเลือดกำเดาออกมา
5. กระสับกระส่าย หน้าซีด ตัวเย็น
อาการสำคัญที่แตกต่างจากไข้หวัด คือ ไม่มีน้ำมูกหรือไอแต่จะปวดหัว และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก ถ้าเป็น ไข้ธรรมดา ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว กินยาลดไข้ พาราเซตามอล เท่านั้น ห้ามกินยาอย่างอื่น ให้ดื่มน้ำตาลเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ บ่อย ๆ สัก 2-3 วัน จะหายไข้ได้
ถ้าไข้ไม่ลด น่าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ให้รีบนำไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
การป้องกันตนเองจากไข้เลือดออก
เพื่อทำให้เราสามารถป้องกัน และดูแลตัวเองให้ห่างไกลยุงลายนั้น เราควรจะมารู้จักยุงลายให้มากสักหน่อย คือ
1. ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งมากที่สุด
2. ยุงลายชอบหากินในช่วงเวลากลางวัน และเวลาที่พบยุงลายบ่อยที่สุดคือ เวลาประมาณ 08.00-11.00 น.
และ 13.00-17.00 น.
3. ยุงลายมีชีวิตอยู่ได้ 45 วัน และเชื้อไวรัสไข้เลือดออกจะอยู่ในตัวยุงลายได้ตลอดชีวิต
4. ยุงลายสามารถนำเชื้อโรคมาสู่คนได้ทุกคนที่มันกัด
สิ่งที่คาดไม่ถึงเกี่ยวกับยุงลาย
1. ลูกน้ำกลายเป็นยุงลาย ภายใน 7 วัน
2. ยุงลายมีชีวิตอยู่ได้ 45 วัน บินหากินได้ไกลถึง 100 เมตร นำเชื้อโรคมาสู่คนได้ ทุกคนที่มันกัด
3. ไข้เลือดออก เป็นได้ตลอดปี เพราะแหล่งเพาะลูกน้ำพบได้ตลอดปี
4. คนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก เป็นแล้วเป็นได้อีก ถ้าเป็นซ้ำ ๆ อาจทำให้มีอาการรุนแรง ถึงตายได้
5. ผู้ใหญ่เป็นไข้เลือดออก มักมีอาการรุนแรง และมีโอกาส ตายมากกว่าเด็ก
แหล่งเพาะพันธุ์ และการกำจัดลูกน้ำยุงลายในครัวเรือน
1. โอ่งน้ำ ต้องมีผ้ามุ้งมัดปากโอ่ง ปิดฝาอีกชั้นหนึ่ง
2. แจกันดอกไม้/ภาชนะใส่ไม้เลื้อย เปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์
3. ภาชนะใส่น้ำในห้องน้ำ ตักลูกน้ำทิ้ง หรือ ทำความสะอาดบ่อย ๆ หรือ ใส่ปลากินลูกน้ำ หรือ
ใส่ทรายอะเบท
4. จานรองขาตู้กับข้าว ต้องใส่เกลือ หรือน้ำส้มสายชู หรือ ผงซักฟอก หรือใส่น้ำเดือดทุก 7 วัน หรือ
ใส่ทรายอะเบท
5. จานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำทิ้งทุกสัปดาห์ หรือ ใส่ทรายแทนน้ำ
6. บริเวณรอบบ้านเราตรงที่มีเศษภาชนะ/วัสดุ/ขยะ ร่องน้ำทิ้ง ถุงใส่ขยะ ถุงพลาสติก ใบไม้ใหญ่ที่น้ำขังได้
ต้องกำจัดขยะ หรือ ทำบ่อซึม กลบดินไม่ให้น้ำขัง ทำความสะอาดบริเวณบ้านทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง
ทำอย่างจึงจะควบคุมโรคไข้เลือดออกได้สำเร็จ
1. ทุกครัวเรือน ต้องลงมือกำจัดแหล่งเพาะยุงในบ้านของตนเองก่อน
2. แจ้งแต่ละบ้านให้เอาใจใส่ ลงมือทำในบ้านของตนเองทุกสัปดาห์ แล้วจึงร่วมมือกันทำในแต่ละคุ้ม
กลุ่มละแวกและที่สาธารณะ อย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยทำในพื้นที่ที่เสี่ยงที่มียุงและลูกน้ำมาก
เป็นลำดับแรก เพื่อระวังไม่ให้เกิดโรค
3. ประสานงานและร่วมมือช่วยกันทำที่ วัด มัสยิด โรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ เพื่อทำลายแหล่งเพาะลูกน้ำ
ทุกสัปดาห์
4. ต้องดูแลและให้มีการดำเนินการทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่องตลอดปี เป็นการป้องกัน ไม่ให้ลูกน้ำในวัน
ข้างหน้าด้วย
บทความโดย…
กลุ่มงานวิชาการ/สสจ.จันทบุรี
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่ออีกโรคหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามในเวลานี้ เพราะว่า จังหวัดจันทบุรี ของเราเป็นเมืองที่มีฝนตกชุก มีแหล่งน้ำขังเป็นที่เพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออกสามารถทำให้ท่านและลูกหลานของท่านเสียชีวิตได้ ถ้าหากไปพบแพทย์ไม่ทัน
ไข้เลือดออก เป็นโรคซึ่งมียุงลายเป็นตัวนำโรค โดยยุงลายไปกัดคนที่มีเชื้อไข้เลือดออก แล้วไปกัดคนอื่นอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นเราต้องช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพื่อไม่ให้พวกเราทุกคนต้องสูญเสียชีวิต เงินทอง จากการป่วยเป็นไข้เลือดออก
อาการของไข้เลือดออก
1. มีไข้สูง ปวดศีรษะ
2. เบื่ออาหาร
3. ซึม อ่อนเพลียมาก
4. อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ หรือมีเลือดกำเดาออกมา
5. กระสับกระส่าย หน้าซีด ตัวเย็น
อาการสำคัญที่แตกต่างจากไข้หวัด คือ ไม่มีน้ำมูกหรือไอแต่จะปวดหัว และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก ถ้าเป็น ไข้ธรรมดา ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว กินยาลดไข้ พาราเซตามอล เท่านั้น ห้ามกินยาอย่างอื่น ให้ดื่มน้ำตาลเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ บ่อย ๆ สัก 2-3 วัน จะหายไข้ได้
ถ้าไข้ไม่ลด น่าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ให้รีบนำไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
การป้องกันตนเองจากไข้เลือดออก
เพื่อทำให้เราสามารถป้องกัน และดูแลตัวเองให้ห่างไกลยุงลายนั้น เราควรจะมารู้จักยุงลายให้มากสักหน่อย คือ
1. ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งมากที่สุด
2. ยุงลายชอบหากินในช่วงเวลากลางวัน และเวลาที่พบยุงลายบ่อยที่สุดคือ เวลาประมาณ 08.00-11.00 น.
และ 13.00-17.00 น.
3. ยุงลายมีชีวิตอยู่ได้ 45 วัน และเชื้อไวรัสไข้เลือดออกจะอยู่ในตัวยุงลายได้ตลอดชีวิต
4. ยุงลายสามารถนำเชื้อโรคมาสู่คนได้ทุกคนที่มันกัด
สิ่งที่คาดไม่ถึงเกี่ยวกับยุงลาย
1. ลูกน้ำกลายเป็นยุงลาย ภายใน 7 วัน
2. ยุงลายมีชีวิตอยู่ได้ 45 วัน บินหากินได้ไกลถึง 100 เมตร นำเชื้อโรคมาสู่คนได้ ทุกคนที่มันกัด
3. ไข้เลือดออก เป็นได้ตลอดปี เพราะแหล่งเพาะลูกน้ำพบได้ตลอดปี
4. คนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก เป็นแล้วเป็นได้อีก ถ้าเป็นซ้ำ ๆ อาจทำให้มีอาการรุนแรง ถึงตายได้
5. ผู้ใหญ่เป็นไข้เลือดออก มักมีอาการรุนแรง และมีโอกาส ตายมากกว่าเด็ก
แหล่งเพาะพันธุ์ และการกำจัดลูกน้ำยุงลายในครัวเรือน
1. โอ่งน้ำ ต้องมีผ้ามุ้งมัดปากโอ่ง ปิดฝาอีกชั้นหนึ่ง
2. แจกันดอกไม้/ภาชนะใส่ไม้เลื้อย เปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์
3. ภาชนะใส่น้ำในห้องน้ำ ตักลูกน้ำทิ้ง หรือ ทำความสะอาดบ่อย ๆ หรือ ใส่ปลากินลูกน้ำ หรือ
ใส่ทรายอะเบท
4. จานรองขาตู้กับข้าว ต้องใส่เกลือ หรือน้ำส้มสายชู หรือ ผงซักฟอก หรือใส่น้ำเดือดทุก 7 วัน หรือ
ใส่ทรายอะเบท
5. จานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำทิ้งทุกสัปดาห์ หรือ ใส่ทรายแทนน้ำ
6. บริเวณรอบบ้านเราตรงที่มีเศษภาชนะ/วัสดุ/ขยะ ร่องน้ำทิ้ง ถุงใส่ขยะ ถุงพลาสติก ใบไม้ใหญ่ที่น้ำขังได้
ต้องกำจัดขยะ หรือ ทำบ่อซึม กลบดินไม่ให้น้ำขัง ทำความสะอาดบริเวณบ้านทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง
ทำอย่างจึงจะควบคุมโรคไข้เลือดออกได้สำเร็จ
1. ทุกครัวเรือน ต้องลงมือกำจัดแหล่งเพาะยุงในบ้านของตนเองก่อน
2. แจ้งแต่ละบ้านให้เอาใจใส่ ลงมือทำในบ้านของตนเองทุกสัปดาห์ แล้วจึงร่วมมือกันทำในแต่ละคุ้ม
กลุ่มละแวกและที่สาธารณะ อย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยทำในพื้นที่ที่เสี่ยงที่มียุงและลูกน้ำมาก
เป็นลำดับแรก เพื่อระวังไม่ให้เกิดโรค
3. ประสานงานและร่วมมือช่วยกันทำที่ วัด มัสยิด โรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ เพื่อทำลายแหล่งเพาะลูกน้ำ
ทุกสัปดาห์
4. ต้องดูแลและให้มีการดำเนินการทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่องตลอดปี เป็นการป้องกัน ไม่ให้ลูกน้ำในวัน
ข้างหน้าด้วย
บทความโดย…
กลุ่มงานวิชาการ/สสจ.จันทบุรี
สรุปสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A
สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
งานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ขอรายงานสถานการณ์การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
สถานการณ์ทั่วโลก ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 6 กรกฏาคม 2552 )
มีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 94,512 ราย ใน 136 ประเทศ พบผู้เสียชีวิต 429 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์โรคในประเทศไทย ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กรกฏาคม 2552 เวลา 11.00 )
มีรายงานการพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 3,308 ราย จาก 69 จังหวัด และพบผู้เสียชีวิต 15 ราย ใน
6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ 8 ราย ชลบุรี 3 ราย ภูเก็ต 1 ราย มหาสารคาม 1 ราย เพชรบุรี 1 ราย และ ราชบุรี 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์ในจังหวัดอำนาจเจริญ (28 เมษายน 2552 - 11 กรกฎาคม 2552 เวลา 18.00 น.)
วันนี้มีรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี จำนวน .9. ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 3 ราย ( อำเภอพนา 1 ราย อำเภอ
ลืออำนาจ 2 ราย )
o กำลังรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 6 ราย
รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด จำนวน 90 ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 23 ราย แยกเป็น
• อำเภอเมือง จำนวน 5 ราย
• อำเภอปทุมราชวงศา จำนวน 1 ราย
• อำเภอพนา จำนวน 3 ราย
• อำเภอเสนางคนิคม จำนวน 10 ราย
• อำเภอหัวตะพาน จำนวน 1 ราย
• อำเภอลืออำนาจ จำนวน 3 ราย
o ตัดออกจากความสงสัย ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 67 ราย
ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
งานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ขอรายงานสถานการณ์การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
สถานการณ์ทั่วโลก ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 6 กรกฏาคม 2552 )
มีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 94,512 ราย ใน 136 ประเทศ พบผู้เสียชีวิต 429 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์โรคในประเทศไทย ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กรกฏาคม 2552 เวลา 11.00 )
มีรายงานการพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 3,308 ราย จาก 69 จังหวัด และพบผู้เสียชีวิต 15 ราย ใน
6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ 8 ราย ชลบุรี 3 ราย ภูเก็ต 1 ราย มหาสารคาม 1 ราย เพชรบุรี 1 ราย และ ราชบุรี 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์ในจังหวัดอำนาจเจริญ (28 เมษายน 2552 - 11 กรกฎาคม 2552 เวลา 18.00 น.)
วันนี้มีรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี จำนวน .9. ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 3 ราย ( อำเภอพนา 1 ราย อำเภอ
ลืออำนาจ 2 ราย อำเภอเสนางคนิคม 10 ราย )
o กำลังรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 6 ราย
รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด จำนวน 90 ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 34 ราย แยกเป็น
• อำเภอเมือง จำนวน 7 ราย
• อำเภอปทุมราชวงศา จำนวน 2 ราย
• อำเภอพนา จำนวน 6 ราย
• อำเภอเสนางคนิคม จำนวน 12 ราย
• อำเภอหัวตะพาน จำนวน 1 ราย
• อำเภอลืออำนาจ จำนวน 5 ราย
• อำเภอชานุมาน จำนวน 1 ราย
o ตัดออกจากความสงสัย ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 67 ราย
ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
สถานการณ์ในอำเภอเสนางคนิคม ( 11 – 16 กรกฎาคม 2552 .)
ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี แยกประเภท ดังนี้
- แยกเป็นผู้ป่วยนอก 3 ราย
- แยกเป็นผู้ป่วยใน 3 ราย (กำลังรักษา)
o กำลังรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี
รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด จำนวน 29 ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 23 ราย แยกเป็น
• ตำบลนาเวียง จำนวน 5 ราย
• ตำบลเสนางคนิคม จำนวน 5 ราย
• ตำบลโพนทอง จำนวน 1 ราย
• ตำบลไร่สีสุก จำนวน 1 ราย
ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
* ส่งตัวอย่างส่งตรวจ จำนวน 25 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อH1N1 จำนวน 12 ราย
งานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ขอรายงานสถานการณ์การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
สถานการณ์ทั่วโลก ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 6 กรกฏาคม 2552 )
มีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 94,512 ราย ใน 136 ประเทศ พบผู้เสียชีวิต 429 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์โรคในประเทศไทย ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กรกฏาคม 2552 เวลา 11.00 )
มีรายงานการพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 3,308 ราย จาก 69 จังหวัด และพบผู้เสียชีวิต 15 ราย ใน
6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ 8 ราย ชลบุรี 3 ราย ภูเก็ต 1 ราย มหาสารคาม 1 ราย เพชรบุรี 1 ราย และ ราชบุรี 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์ในจังหวัดอำนาจเจริญ (28 เมษายน 2552 - 11 กรกฎาคม 2552 เวลา 18.00 น.)
วันนี้มีรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี จำนวน .9. ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 3 ราย ( อำเภอพนา 1 ราย อำเภอ
ลืออำนาจ 2 ราย )
o กำลังรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 6 ราย
รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด จำนวน 90 ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 23 ราย แยกเป็น
• อำเภอเมือง จำนวน 5 ราย
• อำเภอปทุมราชวงศา จำนวน 1 ราย
• อำเภอพนา จำนวน 3 ราย
• อำเภอเสนางคนิคม จำนวน 10 ราย
• อำเภอหัวตะพาน จำนวน 1 ราย
• อำเภอลืออำนาจ จำนวน 3 ราย
o ตัดออกจากความสงสัย ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 67 ราย
ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
งานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ขอรายงานสถานการณ์การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
สถานการณ์ทั่วโลก ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 6 กรกฏาคม 2552 )
มีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 94,512 ราย ใน 136 ประเทศ พบผู้เสียชีวิต 429 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์โรคในประเทศไทย ( ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กรกฏาคม 2552 เวลา 11.00 )
มีรายงานการพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อฯ จำนวน 3,308 ราย จาก 69 จังหวัด และพบผู้เสียชีวิต 15 ราย ใน
6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ 8 ราย ชลบุรี 3 ราย ภูเก็ต 1 ราย มหาสารคาม 1 ราย เพชรบุรี 1 ราย และ ราชบุรี 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45
สถานการณ์ในจังหวัดอำนาจเจริญ (28 เมษายน 2552 - 11 กรกฎาคม 2552 เวลา 18.00 น.)
วันนี้มีรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี จำนวน .9. ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 3 ราย ( อำเภอพนา 1 ราย อำเภอ
ลืออำนาจ 2 ราย อำเภอเสนางคนิคม 10 ราย )
o กำลังรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 6 ราย
รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด จำนวน 90 ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 34 ราย แยกเป็น
• อำเภอเมือง จำนวน 7 ราย
• อำเภอปทุมราชวงศา จำนวน 2 ราย
• อำเภอพนา จำนวน 6 ราย
• อำเภอเสนางคนิคม จำนวน 12 ราย
• อำเภอหัวตะพาน จำนวน 1 ราย
• อำเภอลืออำนาจ จำนวน 5 ราย
• อำเภอชานุมาน จำนวน 1 ราย
o ตัดออกจากความสงสัย ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 67 ราย
ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
สถานการณ์ในอำเภอเสนางคนิคม ( 11 – 16 กรกฎาคม 2552 .)
ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี แยกประเภท ดังนี้
- แยกเป็นผู้ป่วยนอก 3 ราย
- แยกเป็นผู้ป่วยใน 3 ราย (กำลังรักษา)
o กำลังรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี
รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด จำนวน 29 ราย
o ผู้ป่วยยืนยันการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จำนวน 23 ราย แยกเป็น
• ตำบลนาเวียง จำนวน 5 ราย
• ตำบลเสนางคนิคม จำนวน 5 ราย
• ตำบลโพนทอง จำนวน 1 ราย
• ตำบลไร่สีสุก จำนวน 1 ราย
ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
* ส่งตัวอย่างส่งตรวจ จำนวน 25 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อH1N1 จำนวน 12 ราย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)